
"ก๊าซหุงต้ม” ใครต้มใคร จาก ปตท.
ตามที่คอลัมน์หุ้นส่วนประเทศไทยในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์วันที่ 13 ก.พ.ได้ลงบทความเรื่อง “ก๊าซหุงต้ม” ใครต้มใคร? โดยในบทความได้อ้างถึงการดำเนินธุรกิจของ ปตท.ด้วยนั้น
ตามที่คอลัมน์หุ้นส่วนประเทศไทยในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์วันที่ 13 ก.พ.ได้ลงบทความเรื่อง “ก๊าซหุงต้ม” ใครต้มใคร? โดยในบทความได้อ้างถึงการดำเนินธุรกิจของ ปตท.ด้วยนั้น
ปตท.ขอให้ข้อเท็จจริงและข้อมูลเพิ่มเติมประเด็นต่างๆ ที่สืบเนื่องมาจากบทความ“ก๊าซหุงต้ม” ใครต้มใคร? ดังนี้
1.ปตท.ผูกขาดธุรกิจแยกก๊าซด้วยการเข้าครอบครองท่อส่งก๊าซทั้งบนบกและในทะเลผ่านการแปรรูปในปี 2544 และถือหุ้นใหญ่ในโรงกลั่นน้ำมัน 5 ใน 6 โรงของประเทศ
ข้อเท็จจริง : ปตท.ไม่ได้ผูกขาดธุรกิจดังกล่าว แต่เนื่องจากธุรกิจท่อส่งก๊าซ โรงแยกก๊าซ และธุรกิจโรงกลั่น เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงและต้องใช้เงินลงทุนมาก อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับนโยบายของภาครัฐในการบริหารจัดการเรื่องพลังงาน บริษัทเอกชนจึงไม่ยอมเสี่ยงเข้าลงทุน รัฐจึงต้องดำเนินการผ่านรัฐวิสาหกิจที่มีความพร้อมอย่าง ปตท.
2.ธุรกิจปิโตรเคมีของ ปตท. เป็นตัวการสำคัญที่สูบเอาก๊าซแอลพีจีไปใช้มากกว่าผู้ใช้รถยนต์หลายเท่าตัว เป็นตัวการที่ใช้ก๊าซหุงต้มเพิ่มมากที่สุดจนต้องมีการนำเข้ามาจากต่างประเทศ
ข้อเท็จจริง : ถึงแม้การใช้แอลพีจีของภาคปิโตรเคมีจะมีเพิ่มขึ้นด้วยอัตราที่ก้าวกระโดด แต่ก็เป็นไปตามแผนระยะยาวที่มีการเตรียมการไว้แล้ว (วางแผนตั้งแต่ครั้งไทยยังมีแอลพีจีเหลือจนต้องส่งออก) ในการสร้างโรงแยกก๊าซฯ ไปพร้อมๆ กับโรงงานปิโตรเคมี เพื่อให้รองรับซึ่งกันและกัน ในขณะที่อัตราการใช้ในภาคครัวเรือนและภาคขนส่งเพิ่มขึ้นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมาก (เนื่องจากราคาแอลพีจีที่ถูกควบคุมไว้ต่ำกว่าราคาพลังงานชนิดอื่นๆ)การผลิตภายในประเทศจึงไม่เพียงพอต่อการใช้งานจนต้องนำเข้า
ดังนั้น ในระยะอันใกล้นี้หากยังไม่มีการปรับโครงสร้างราคา อัตราการเติบโตของการใช้แอลพีจีภาคปิโตรเคมีจะคงที่ ในขณะที่ภาคขนส่งและภาคอื่นๆ จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด นอกจากนี้ ปตท.ก็ไม่ได้เป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีรายเดียวของประเทศ ยังมีกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่และผู้ประกอบการรายย่อยอื่นๆ อีก
3.ประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก ทำการส่งเสริมการใช้ก๊าซแอลพีจีในยานยนต์ทั้งสิ้น เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย และสหรัฐ (ในสหรัฐจะเรียกก๊าซนี้ว่าโพรเพน)
ข้อเท็จจริง : การส่งเสริมการใช้ก๊าซแอลพีจีในยานยนต์ของประเทศพัฒนาที่อ้างถึง ดำเนินการโดยมีระบบเครือข่ายการขนส่งทางท่อทั่วประเทศ จึงมีความสะดวกและปลอดภัย ไม่ต้องขนส่งโดยรถบรรทุกเนื่องจากภาคครัวเรือนใช้ก๊าซธรรมชาติที่ผ่านระบบเครือข่ายท่อด้วยเช่นกัน อีกทั้งไม่ได้มีการอุดหนุนราคาและมีระบบราคาหลายประเภทอย่างในประเทศไทย นอกจากนี้ก๊าซโพรเพนไม่ใช่ก๊าซแอลพีจี เพราะแอลพีจีเป็นส่วนผสมระหว่างก๊าซโพรเพนและบิวเทน
4.การให้ข้อมูลกับประชาชนของ ปตท. และกระทรวงพลังงานว่า ผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีในรถยนต์เป็นการใช้ผิดประเภท จึงน่าจะเป็นการทุจริตเชิงวิชาการเพื่อหลอกลวงคนไทยให้เข้าใจผิด โดยมีจุดประสงค์เพื่อนำก๊าซนี้ไปใช้ในธุรกิจปิโตรเคมีของ ปตท.
ข้อเท็จจริง : การใช้ผิดประเภท หมายถึงการลักลอบใช้ข้ามภาคส่วนโดยนำเอาก๊าซหุงต้มที่ใช้กับครัวเรือนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ไปใช้กับยานยนต์และอุตสาหกรรมซึ่งมีราคาแพงกว่า โดยผู้บริโภคที่ต้องจ่ายให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง คือผู้ที่ใช้น้ำมันเบนซิน ดีเซล และแก๊สโซฮอล์ หมายความว่า คนเหล่านี้กำลังช่วยเหลือผู้ใช้แอลพีจีอยู่ด้วย
ในขณะที่แอลพีจีมีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น ก็ยิ่งทำให้ผู้ใช้ซึ่งเป็นผู้มีรายได้ค่อนข้างสูง มีรถส่วนตัวหันมาใช้แอลพีจีมากขึ้น ส่งผลให้การใช้เชื้อเพลิงทดแทน (Renewable Energy) อย่างแก๊สโซฮอล์ E10 E20 และ E85 ต่ำกว่าเป้าหมาย ทำให้การส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตผลทางการเกษตร และการลดการพึ่งพาปิโตรเลียมไม่ประสบผลสำเร็จ
ส่วนภาคปิโตรเคมีก็มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรธรรมชาติได้หลายเท่า โดยมีมูลค่าต่อเศรษฐกิจถึง 7 แสนล้านบาทต่อปี และสร้างรายได้จากการส่งออกติดอันดับ 3 ของประเทศ พร้อมกับสร้างงานมากกว่า 3 แสนคน







