
ขาดดุลเรื้อรังซุกหนี้บูทท ศก.
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์ก่อน มีมติอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ 2557
โดย...บากบั่น บุญเลิศจตุพล สันตะกิจ
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์ก่อน มีมติอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ 2557 ในวงเงิน 2.525 ล้านล้านบาท จากปีงบ 2556 ที่มีวงเงินรายจ่าย 2.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2%
โดยมีการประมาณการรายได้สุทธิไว้อย่างหรูหราว่าจะอยู่ที่ 2.275 ล้านล้านบาท ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัว 4.5%
“เศรษฐกิจปี 2557 มีปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์ในประเทศ ทั้งการบริโภคและการลงทุนเอกชนที่ขยายตัวต่อเนื่อง การใช้จ่ายและลงทุนของภาครัฐมีบทบาทมากขึ้นจากการลงทุนระบบน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน อุปสงค์ต่างประเทศปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย” สำนักงบประมาณ ระบุ
เมื่อพิจารณาไส้ในจะพบว่า งบปี 2557 ยังคงเป็นงบประมาณแบบ “ขาดดุล” เช่นเดิม โดยเป็นงบขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับงบปี 2556 ที่มีการขาดดุลงบประมาณ 3 แสนล้านบาท และงบปี 2555 ที่มีการขาดดุลงบประมาณ 4 แสนล้านบาท เป็นการลดการขาดดุลงบประมาณเป็นปีที่ 3
นั่นเพียงพอที่จะ “สร้างภาพ” อวดฝีมือทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยให้ “ดูดีมีภาษี” เมื่อเทียบกับรัฐบาลก่อนๆ ที่จัดทำงบขาดดุลเพิ่มขึ้นทุกปี
แต่ถึงกระนั้น แม้งบปี 2557 จะขาดดุลลดลงก็ตาม แต่วันนี้ไทยก็จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการจัดทำงบประมาณ “ขาดดุลเรื้อรัง” ติดต่อกันมา 9 ปีเต็ม นับตั้งแต่ปีงบ 2548 ที่รัฐบาลทักษิณจัดทำ “งบสมดุล” ครั้งแรกหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และการขาดดุลงบประมาณจะเป็นไปต่อเนื่องอีก 3-4 ปี
“เราตั้งเป้าจะทำให้ไทยเข้าสู่งบประมาณแบบสมดุลได้ภายใน 3-4 ปี และเชื่อว่าอยู่ในวิสัยทำได้ เพื่อที่ทำให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ขาดดุลงบประมาณเรื้อรังอีกต่อไป” กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์
แต่หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า สิ่งที่ทำให้รัฐบาลสามารถจัดทำงบปี 2557 ให้ขาดดุลลดลงได้นั้น ในความจริงเพราะรัฐบาลหันไปออกกฎหมาย “กู้เงิน” มาลงทุนระบบน้ำและโครงสร้างพื้นฐานถึง 23 ล้านล้านบาท
สะท้อนว่างบที่ขาดดุลลดลงนั้นถูกนำไป “ซ่อน” ไว้ในกฎหมายพิเศษเพื่อให้อำนาจรัฐบาลในการกู้เงิน
แต่สิ่งที่ไม่แตกต่างกันก็คือ “ภาระดอกเบี้ย” ที่จะตามมาในอนาคต
โดยโครงสร้างงบปี 2557 ที่วันนี้รัฐบาลต้อง “กันเงิน” เพื่อจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้จาก พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง 4 แสนล้านบาท เป็นค่าดอกเบี้ย 1.36 หมื่นล้านบาท
ต้องกันเงินจ่ายดอกเบี้ยตาม พ.ร.ก.ลงทุนระบบน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ร่วม 1.19 หมื่นล้านบาท
และต้องกันเงินไว้สำหรับจ่ายดอกเบี้ยร่าง พ.ร.บ.ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ในเบื้องต้นหรือปีแรกอีก 3,094 ล้านบาท
นี่คือความจริงอันเจ็บปวดที่คนไทยไม่ค่อยได้รับรู้กัน
ทำให้ชวนคิดว่า หากมีการกู้เงินลงทุนกันเต็มสูบ ภาระหนี้ดอกเบี้ยจะต้องเพิ่มเป็นเท่าทวีคูณแน่นอน
ขณะเดียวกัน เมื่อพิเคราะห์โครงสร้างงบปี 2557 จะพบความพิกลพิการในเนื้อหาโครงสร้างงบประมาณรายจ่าย
เพราะสัดส่วนงบรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอยู่ที่ระดับ 78-80% ของงบประมาณรวม โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร และค่าชำระหนี้ “ดอกเบี้ย” ที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
ในขณะที่สัดส่วนงบลงทุนแทบไม่กระเตื้อง โดยมีสัดส่วนอยู่ระดับไม่เกิน 19% ของงบประมาณ
โครงสร้างงบปี 2557 จึงเต็มไปด้วยงบรายจ่ายประจำขั้นต่ำในส่วนค่าใช้จ่ายบุคลากร 9.72 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1% เทียบกับงบปี 2556 ที่รายจ่ายอยู่ที่ 9.07 แสนล้านบาท
ขณะที่รายจ่ายเพื่อการชำระดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเงินกู้มีถึง 1.4 แสนล้านบาท เทียบกับปีงบ 2556 ที่มีแค่ 1.28 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9.4%
เช่นเดียวกับรายจ่ายเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ปีงบ 2557 ที่เพิ่มเป็น 5.32 หมื่นล้านบาท จากปีงบ 2556 ที่มีภาระคืนหนี้เงินต้น 4.91 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.3%
จัดเก็บรายได้จากการขยายตัวของเศรษฐกิจมาได้มากแค่ไหน ก็ต้องนำไปอุดภาระดอกเบี้ยจากการกู้เงินมากขึ้นเท่านั้น
ขณะที่รายจ่ายลงทุนซึ่งเป็นเสมือนตัวสร้างรายได้ให้กับรัฐบาล และสร้างความกินดีอยู่ดีของพี่น้องประชาชนในอนาคต กลับมีแค่ 4.57 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบ 2556 ที่มีงบลงทุน 4.5 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นแค่ 1.5%
เติบโตน้อยกว่าภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายร่วม 8%
ประเด็นที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวเลขอีกก็คือ งบลงทุนปีงบประมาณ 2557 มีสัดส่วนเพียง 18.1% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ลดลงจากปีงบ 2556 ที่งบลงทุนมีสัดส่วน 18.7% ของงบประมาณ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนที่เติบโต “ถดถอยลง” เป็นสิ่งที่สะท้อนความอ่อนแอของเศรษฐกิจระยะยาว
หน้าตาโครงสร้างงบปี 2557 ที่เป็นเช่นนี้ จะพบว่าเป็นผลพวงจากการดำเนิน 16 นโยบายเร่งด่วนปีแรกของรัฐบาลก็ว่าได้ เช่น การปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน และโครงการรับจำนำข้าวเปลือก และโครงการพักหนี้เสียหนี้ดี 3 ปี ที่ทำให้รัฐบาลต้องตั้งงบเพื่อจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นจำนวนมาก
ส่วนงบสวัสดิการสังคม เช่น เบี้ยยังชีพคนชรา เบี้ยยังชีพคนพิการ ค่าตอบแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) นั้นถูกจัดให้อยู่ในงบที่รัฐบาลจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ปีงบ 2557 จัดสรรไว้ 256,500 ล้านบาท จากปีงบ 2556 ที่ได้รับการจัดสรร 236,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 8.5%
แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะหนี้ประชานิยมอื่นๆ ที่ “ซุก” ไว้ในงบปี 2557 ยังมีอีกบานตะไท และรอให้รัฐบาลสำรองเงินจำนวนมากมารับภาระที่จะปรากฏรายละเอียดอีกครั้งในขั้นตอนการเสนอรายละเอียดและการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ปีงบประมาณ 2557 ที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้
นี่ยังไม่นับการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยที่เกิดจากการ “ขาดทุน” ในโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรต่างๆ อีกพะเรอเกวียน ที่ยังไม่มีการตั้งงบไว้ เพราะยังไม่มีการรับรู้ผลขาดทุน
เห็นไส้ในแล้วจะหนาว!







