posttoday
ขาดดุลเรื้อรังซุกหนี้บูทท ศก.

ขาดดุลเรื้อรังซุกหนี้บูทท ศก.

21 กุมภาพันธ์ 2556

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์ก่อน มีมติอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ 2557

โดย...บากบั่น บุญเลิศจตุพล สันตะกิจ

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์ก่อน มีมติอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ 2557 ในวงเงิน 2.525 ล้านล้านบาท จากปีงบ 2556 ที่มีวงเงินรายจ่าย 2.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2%

โดยมีการประมาณการรายได้สุทธิไว้อย่างหรูหราว่าจะอยู่ที่ 2.275 ล้านล้านบาท ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัว 4.5%

“เศรษฐกิจปี 2557 มีปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์ในประเทศ ทั้งการบริโภคและการลงทุนเอกชนที่ขยายตัวต่อเนื่อง การใช้จ่ายและลงทุนของภาครัฐมีบทบาทมากขึ้นจากการลงทุนระบบน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน อุปสงค์ต่างประเทศปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย” สำนักงบประมาณ ระบุ

เมื่อพิจารณาไส้ในจะพบว่า งบปี 2557 ยังคงเป็นงบประมาณแบบ “ขาดดุล” เช่นเดิม โดยเป็นงบขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับงบปี 2556 ที่มีการขาดดุลงบประมาณ 3 แสนล้านบาท และงบปี 2555 ที่มีการขาดดุลงบประมาณ 4 แสนล้านบาท เป็นการลดการขาดดุลงบประมาณเป็นปีที่ 3

นั่นเพียงพอที่จะ “สร้างภาพ” อวดฝีมือทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยให้ “ดูดีมีภาษี” เมื่อเทียบกับรัฐบาลก่อนๆ ที่จัดทำงบขาดดุลเพิ่มขึ้นทุกปี

แต่ถึงกระนั้น แม้งบปี 2557 จะขาดดุลลดลงก็ตาม แต่วันนี้ไทยก็จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการจัดทำงบประมาณ “ขาดดุลเรื้อรัง” ติดต่อกันมา 9 ปีเต็ม นับตั้งแต่ปีงบ 2548 ที่รัฐบาลทักษิณจัดทำ “งบสมดุล” ครั้งแรกหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และการขาดดุลงบประมาณจะเป็นไปต่อเนื่องอีก 3-4 ปี

“เราตั้งเป้าจะทำให้ไทยเข้าสู่งบประมาณแบบสมดุลได้ภายใน 3-4 ปี และเชื่อว่าอยู่ในวิสัยทำได้ เพื่อที่ทำให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ขาดดุลงบประมาณเรื้อรังอีกต่อไป” กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์

แต่หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า สิ่งที่ทำให้รัฐบาลสามารถจัดทำงบปี 2557 ให้ขาดดุลลดลงได้นั้น ในความจริงเพราะรัฐบาลหันไปออกกฎหมาย “กู้เงิน” มาลงทุนระบบน้ำและโครงสร้างพื้นฐานถึง 23 ล้านล้านบาท

สะท้อนว่างบที่ขาดดุลลดลงนั้นถูกนำไป “ซ่อน” ไว้ในกฎหมายพิเศษเพื่อให้อำนาจรัฐบาลในการกู้เงิน

แต่สิ่งที่ไม่แตกต่างกันก็คือ “ภาระดอกเบี้ย” ที่จะตามมาในอนาคต

โดยโครงสร้างงบปี 2557 ที่วันนี้รัฐบาลต้อง “กันเงิน” เพื่อจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้จาก พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง 4 แสนล้านบาท เป็นค่าดอกเบี้ย 1.36 หมื่นล้านบาท

ต้องกันเงินจ่ายดอกเบี้ยตาม พ.ร.ก.ลงทุนระบบน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ร่วม 1.19 หมื่นล้านบาท

และต้องกันเงินไว้สำหรับจ่ายดอกเบี้ยร่าง พ.ร.บ.ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ในเบื้องต้นหรือปีแรกอีก 3,094 ล้านบาท

นี่คือความจริงอันเจ็บปวดที่คนไทยไม่ค่อยได้รับรู้กัน

ทำให้ชวนคิดว่า หากมีการกู้เงินลงทุนกันเต็มสูบ ภาระหนี้ดอกเบี้ยจะต้องเพิ่มเป็นเท่าทวีคูณแน่นอน

ขณะเดียวกัน เมื่อพิเคราะห์โครงสร้างงบปี 2557 จะพบความพิกลพิการในเนื้อหาโครงสร้างงบประมาณรายจ่าย

เพราะสัดส่วนงบรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอยู่ที่ระดับ 78-80% ของงบประมาณรวม โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร และค่าชำระหนี้ “ดอกเบี้ย” ที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

ในขณะที่สัดส่วนงบลงทุนแทบไม่กระเตื้อง โดยมีสัดส่วนอยู่ระดับไม่เกิน 19% ของงบประมาณ

โครงสร้างงบปี 2557 จึงเต็มไปด้วยงบรายจ่ายประจำขั้นต่ำในส่วนค่าใช้จ่ายบุคลากร 9.72 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1% เทียบกับงบปี 2556 ที่รายจ่ายอยู่ที่ 9.07 แสนล้านบาท

ขณะที่รายจ่ายเพื่อการชำระดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเงินกู้มีถึง 1.4 แสนล้านบาท เทียบกับปีงบ 2556 ที่มีแค่ 1.28 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9.4%

เช่นเดียวกับรายจ่ายเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ปีงบ 2557 ที่เพิ่มเป็น 5.32 หมื่นล้านบาท จากปีงบ 2556 ที่มีภาระคืนหนี้เงินต้น 4.91 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.3%

จัดเก็บรายได้จากการขยายตัวของเศรษฐกิจมาได้มากแค่ไหน ก็ต้องนำไปอุดภาระดอกเบี้ยจากการกู้เงินมากขึ้นเท่านั้น

ขณะที่รายจ่ายลงทุนซึ่งเป็นเสมือนตัวสร้างรายได้ให้กับรัฐบาล และสร้างความกินดีอยู่ดีของพี่น้องประชาชนในอนาคต กลับมีแค่ 4.57 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบ 2556 ที่มีงบลงทุน 4.5 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นแค่ 1.5%

เติบโตน้อยกว่าภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายร่วม 8%

ประเด็นที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวเลขอีกก็คือ งบลงทุนปีงบประมาณ 2557 มีสัดส่วนเพียง 18.1% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ลดลงจากปีงบ 2556 ที่งบลงทุนมีสัดส่วน 18.7% ของงบประมาณ

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนที่เติบโต “ถดถอยลง” เป็นสิ่งที่สะท้อนความอ่อนแอของเศรษฐกิจระยะยาว

หน้าตาโครงสร้างงบปี 2557 ที่เป็นเช่นนี้ จะพบว่าเป็นผลพวงจากการดำเนิน 16 นโยบายเร่งด่วนปีแรกของรัฐบาลก็ว่าได้ เช่น การปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน และโครงการรับจำนำข้าวเปลือก และโครงการพักหนี้เสียหนี้ดี 3 ปี ที่ทำให้รัฐบาลต้องตั้งงบเพื่อจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นจำนวนมาก

ส่วนงบสวัสดิการสังคม เช่น เบี้ยยังชีพคนชรา เบี้ยยังชีพคนพิการ ค่าตอบแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) นั้นถูกจัดให้อยู่ในงบที่รัฐบาลจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ปีงบ 2557 จัดสรรไว้ 256,500 ล้านบาท จากปีงบ 2556 ที่ได้รับการจัดสรร 236,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 8.5%

แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะหนี้ประชานิยมอื่นๆ ที่ “ซุก” ไว้ในงบปี 2557 ยังมีอีกบานตะไท และรอให้รัฐบาลสำรองเงินจำนวนมากมารับภาระที่จะปรากฏรายละเอียดอีกครั้งในขั้นตอนการเสนอรายละเอียดและการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ปีงบประมาณ 2557 ที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้

นี่ยังไม่นับการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยที่เกิดจากการ “ขาดทุน” ในโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรต่างๆ อีกพะเรอเกวียน ที่ยังไม่มีการตั้งงบไว้ เพราะยังไม่มีการรับรู้ผลขาดทุน

เห็นไส้ในแล้วจะหนาว!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท