
เดินหมากดับไฟใต้เพื่อไทยรุกการเมือง
การแก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ กำลังมีนโยบายใหม่ออกมาเรื่อยๆ แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในแพ็กเกจ
โดย...อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์
การแก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ กำลังมีนโยบายใหม่ออกมาเรื่อยๆ แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในแพ็กเกจ “การเมืองนำการทหาร” ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา
อาจกล่าวได้ว่า อาการแกว่งไกวจากเหตุร้ายที่เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงเริ่มต้นเข้ามาเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ทำให้ฝ่ายการเมืองที่กำกับงานความมั่นคงต้องปรับตัวกันขนานใหญ่ ทั้งการรวบงานความมั่นคง ซึ่งเดิมมีรองนายกรัฐมนตรีแยกกันกำกับดูแลหน่วยงานความมั่นคงถึง 3 คน มาไว้กับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง โดยตั้งเป็นศูนย์ปฏิบัติการคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก.กปต.) มี ร.ต.อ.เฉลิม เป็นผู้อำนวยการ
นับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา การแก้ไขปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ตกอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกองทัพเป็นหลัก รัฐบาลจากการเลือกตั้งในยุคหลังไม่แสดงบทบาทการนำในการแก้ปัญหามากนัก
กระทั่งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีชายแดนภาคใต้และวางแผนแม่บทงานการพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รวมทั้งการยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในบางพื้นที่ ซึ่งล้วนเป็นแนวทางในเชิงการเมือง แต่ก็ไม่ได้เข้าไปแตะต้องแนวทางการทำงานของฝ่ายทหาร ซึ่งมีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เป็นผู้รับผิดชอบ
แต่การแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ในยุคพรรคประชาธิปัตย์ ก็ถูกตั้งคำถามถึงการใช้งบประมาณจำนวนมากของหน่วยงานต่างๆ โดยขาดการตรวจสอบที่โปร่งใส ขณะที่ความรุนแรงยังเกิดขึ้นถี่ยิบ
ถึงยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งเดิมแม้ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหามากนัก การดำเนินการยังคงอยู่กับฝ่ายทหาร แต่สัญญาณแรกของรัฐบาลเพื่อไทยคือการเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการ ศอ.บต. มาเป็น พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ซึ่งถือว่ามีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่น มากกว่า ภาณุ อุทัยรัตน์ ซึ่งสนิทชิดเชื้อกับพรรคประชาธิปัตย์
ก้าวต่อมาคือการเปลี่ยนตัวเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งเดิมแม้จะโยก พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี มานั่งตำแหน่งนี้ เพื่อเปิดทางให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ขึ้นเป็น ผบ.ตร. แต่ถึงที่สุดก็ต้องโยกผู้ที่ใกล้ชิดอย่าง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตรองเลขาฯ สมช. ซึ่งถูกรัฐบาลประชาธิปัตย์ แขวนเอาไว้ในตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ มาเป็นเลขาฯ สมช.ตัวจริงของรัฐบาลเพื่อไทย
รัฐบาลกุมสภาพงานด้านความมั่นคงได้มากขึ้น อย่างน้อยก็วางคนของตัวเองไว้ในสองหน่วยงานหลัก ทั้ง สมช.และ ศอ.บต.ได้แล้ว
แม้การตั้ง ศปก.กปต.จะไม่แตกต่างกับคณะรัฐมนตรีชายแดนใต้ในยุคพรรคประชาธิปัตย์ และการวางตัวให้ ร.ต.อ.เฉลิม มาเป็นผู้อำนวยการ ก็ไม่ต่างกับการที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์คุมงานภาคใต้ จากการเป็นผู้มีบารมี สามารถเชื่อมประสานได้กับทุกฝ่าย
ร.ต.อ.เฉลิม อาจเสียรังวัดไปบ้างกับการเสนอแนวคิดประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่เกิดเหตุรุนแรง แต่ถึงที่สุดรัฐบาลโดย สมช.ก็กอบกู้ภาพลักษณ์ขึ้นมาใหม่ได้จากการเตรียมจะยกเลิก พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินบางพื้นที่ และจะนำมาตรการให้ผู้หลงผิดสมัครใจมอบตัว ตามมาตรา 21 พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มาใช้ ซึ่งถือเป็นการเปิดเกมรุกทางการเมือง เพื่อโดดเดี่ยวแกนนำก่อความไม่สงบที่มีแนวความคิดสุดโต่ง
ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม ก็ลงนามแต่งตั้งนักการเมืองมุสลิมกลุ่มวาดะห์ 10 คน มาเป็นที่ปรึกษา ซึ่งแม้บทบาทของที่ปรึกษาจะไม่มีอำนาจอะไรเลย แต่ด้านหนึ่งกลุ่มวาดะห์ ถือว่ามีฐานสนับสนุนที่แน่นเหนียวที่สุด การดึงกลุ่มวาดะห์เข้ามาเป็นที่ปรึกษา ย่อมทำให้แนวร่วมของฝ่ายรัฐนั้นขยายมากขึ้น ขณะที่ฝ่ายทหารก็กดดันแนวร่วมและกองกำลังขบวนการก่อความไม่สงบต่อไป
อีกด้านหนึ่ง สมาชิกวาดะห์หลายคนก็ถูกฝ่ายต่างๆ ลากโยงเข้าไปเกี่ยวพันกับขบวนการก่อความไม่สงบ ไม่ว่าจะเป็น นัจมุดดิน อูมา ซึ่งเคยถูกตั้งข้อหากบฏ และ อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ซึ่งพี่ชายของเขาถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษตั้งรางวัลนำจับในข้อหากบฏเช่นกัน การให้บทบาทที่ปรึกษาแก่กลุ่มวาดะห์จึงเป็นการล้างภาพที่เกี่ยวพันกับขบวนการก่อความไม่สงบ
ขณะเดียวกัน กลุ่มวาดะห์ ไม่ว่าจะอยู่ในสังกัดพรรคเพื่อไทยหรือพรรคมาตุภูมิ แม้จะไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ก็ยังไม่ทิ้งงานการเมือง โดยเฉพาะการร่วมกับภาคประชาสังคม เดินหน้าร่วมผลักดันนโยบายการกระจายอำนาจปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษแก่พื้นที่ชายแดนภาคใต้
นอกเหนือจากผลดีต่อการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้แล้ว ยังน่าจับตาว่า มาตรการสมัครใจรายงานตัวตามมาตรา 21 และบทบาทที่ปรึกษาของกลุ่มวาดะห์ทั้ง 10 คน จะเป็นการขยายฐานการเมืองของเพื่อไทย สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่ หลังจากที่ต้องสูญเสียที่นั่ง สส.ชายแดนภาคใต้ไปให้กับพรรคประชาธิปัตย์แทบทั้งหมด
เหล่านี้ล้วนต้องจับตาผู้อยู่เบื้องหลังนโยบายของรัฐบาลเพื่อไทย ทั้ง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการ กอ.รมน. พล.อ.สุรพล เผื่อนอัยกา อดีตเลขาฯ สมช. ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แม้กระทั่ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ล่าสุดที่มีข่าวลือว่ารัฐบาลอาจทาบทามเข้ามารับตำแหน่งงานด้านความมั่นคง และ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ซึ่งกลุ่มวาดะห์ส่วนหนึ่งสังกัดอยู่
สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ ความรุนแรงอาจเป็นเรื่องหลักที่มองเห็นกันได้อย่างชัดเจน แต่คู่ขัดแย้งนั้น คงมีแต่กองกำลังก่อความไม่สงบกับเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะที่พื้นที่ปะทะซึ่งมองไม่ค่อยเห็นกันมากนัก คือพื้นที่ทางการเมืองที่ซับซ้อนกว่า จากคู่ขัดแย้งซึ่งมีอยู่หลายฝ่าย ทั้งรัฐไทย ขบวนการก่อความไม่สงบ พรรครัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน กลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น กลุ่มข้าราชการ ภาคประชาสังคม การเมืองระหว่างประเทศ และอื่นๆ อีกมากมาย
ดังนั้น ใครกุมสภาพการเมืองได้ ฝ่ายนั้นย่อมมีโอกาสได้ชัยชนะ







