posttoday
ลุยค้าเสรี สหรัฐ-ยุโรปฟื้นศก.-สุมหัวสกัดพญามังกร

ลุยค้าเสรี สหรัฐ-ยุโรปฟื้นศก.-สุมหัวสกัดพญามังกร

21 กุมภาพันธ์ 2556

ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ให้การรับรองว่าจะเร่งผลักดันการเจรจาการค้าเสรี (เอฟทีเอ)

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ให้การรับรองว่าจะเร่งผลักดันการเจรจาการค้าเสรี (เอฟทีเอ) สหรัฐกับสหภาพยุโรป (อียู) ในระหว่างการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อต้นเดือน ก.พ. บวกกับการที่ โฮเซ มานูเอล บารอสโซ ประธานกรรมาธิการยุโรป ได้ออกมาขานรับข้อเสนอดังกล่าวในไม่กี่อึดใจ ประเด็นดังกล่าวได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ได้รับการโจษจันกันทั่วโลกทันที

การเจรจาข้อตกลงเอฟทีเอดังกล่าวทั้งสหรัฐและอียูก็ได้ประกาศแล้วว่าทั้งสองฝ่ายจะเริ่มต้นขึ้นภายในเดือน มิ.ย.นี้ หลังจากการเจรจาที่ผ่านมากว่า 15 ปีไม่มีความคืบหน้าไปเท่าที่ควร

เหตุแรกที่เป็นตัวผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายต้องการหันมาเจรจากันอย่างจริงจังอีกครั้งอย่างไม่ต้องประหลาดใจก็คือการที่ทั้งสหรัฐและยุโรป กำลังโหยหากลไกขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจตัวใหม่ เพื่อมาช่วยกอบกู้ปัญหาเศรษฐกิจ และการว่างงานที่สูงอยู่ในขณะนี้

เพราะต้องยอมรับว่า แม้ว่าทั้งสหรัฐและยุโรป จะมีอัตราภาษีทางการค้าระหว่างกันในระดับต่ำอยู่แล้ว แต่ว่ามาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษียังมีอยู่มาก อาทิ ข้อกำหนดมาตรฐานสินค้า และความปลอดภัยที่ต่างกันก็ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าที่จะนำไปขายยังอีกฝ่ายหนึ่งต้องเพิ่มสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น และก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกของทั้งสหรัฐและยุโรปลดลง

ดังนั้น การขจัดอุปสรรค และรวบรวมข้อกำหนดต่างๆ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงช่วยให้การเข้าถึงตลาดง่ายขึ้นก็จะเอื้อให้ 2 เขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลกสามารถเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างกันได้มากขึ้น

จากการประเมินคาดว่า เอฟทีเอสองฝั่งแอตแลนติกจะช่วยทำให้จีดีพีของทั้งสองฝ่ายรวมกันแล้วเพิ่มขึ้นมากถึง 1% ต่อปี ซึ่งนั่นถือว่าเป็นอัตราส่วนการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นมากในสายตาของสหรัฐและยุโรป ในปัจจุบันที่การขยายตัวทำได้อย่างกระท่อนกระแท่น

สาเหตุประการถัดมาเกิดจากการที่ทั้งสหรัฐและยุโรปเริ่มหันมาตระหนักแล้วว่าความร่วมมือทางการค้าที่แนบแน่นกันของทั้งสองฝ่ายคือสิ่งจำเป็นต่อความอยู่รอดของการคงสถานะบทบาทนำทางเศรษฐกิจการค้า และการเมืองของโลกเอาไว้ให้อยู่ในมือต่อไป ท่ามกลางการลุกขึ้นมาท้าทายของประเทศกำลังพัฒนา

เพราะนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐ ปี 2008 และตามมาด้วยวิกฤตหนี้ยุโรป บทบาทนำของทั้งสองมหาอำนาจโลกก็ดูจะถูกลดทอนความสำคัญไปไม่น้อย ในขณะเดียวกันก็เป็นจังหวะเดียวกันกับการที่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่กำลังฉายแววออกมาอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะ จีน ที่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นคู่ค้าหลักอันดับหนึ่งของหลายประเทศ และเมื่อปีที่แล้วก็ยังสามารถได้แซงหน้าสหรัฐขึ้นมาเป็นประเทศที่ทำการค้ามากที่สุดในโลก โดยมีปริมาณการนำเข้าและส่งออกรวมกันอยู่ที่ 3.87 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนสหรัฐอยู่ที่ 3.82 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะเดียวกัน จีนก็เพิ่มบทบาทในเศรษฐกิจโลก ด้วยการส่งเสริมการใช้สกุลเงินหยวนในการทำการค้ากับต่างประเทศโดยตรงกับหลายประเทศทั่วโลกมากขึ้น ไล่ตั้งแต่ในเอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และละตินอเมริกา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้เงินหยวนเริ่มเป็นที่ยอมรับในตลาดการเงินโลกมากขึ้น

นอกจากนั้น ล่าสุด จีนก็ได้ประกาศว่าจะเข้าร่วมการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาค (อาร์เซ็ป) หรือที่เคยรู้จักกันในนามของอาเซียน +6 ที่เป็นการรวมเอาสมาชิกภูมิภาคอาเซียน 10 ประเทศ พร้อมด้วย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งหากสำเร็จได้ตามเป้าในปี 2015 ข้อตกลงอาร์เซ็ปก็จะส่งเสริมบทบาทของจีนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้กร้าวแกร่งมากขึ้นไปอีก

ดังนั้น ทั้งสหรัฐและยุโรป จึงไม่มีทางเลือกนอกจาก จะต้องช่วงชิงจังหวะด้วยการเร่งสถาปนาการค้าเสรีรูปแบบใหม่ขึ้นมา เพื่อที่จะหวังนำไปสู่การเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน และบรรทัดฐานระบบการค้าเสรียุคใหม่โดยเร็ว ซึ่งหากทำได้ก็เท่ากับว่าเป็นการบีบให้ทั่วโลกต้องมาทำตาม และเคารพกติกาที่ชาติตะวันตกเป็นผู้กำหนดเอาไว้ต่อไป

ทั้งนี้ เฉพาะในส่วนของสหรัฐนั้น ข้อตกลงเอฟทีเอกับอียูถือว่าเป็นการต่อยอดยุทธศาสตร์ในการต่อกรกับจีนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เพราะว่าในขณะนี้สหรัฐ กำลังผลักดันการเจรจากรอบความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งเป็นข้อตกลงเอฟทีเอแบบพหุภาคีกับ 11 ประเทศในย่านเอเชียแปซิฟิกอีกกรอบหนึ่งอยู่

ฉะนั้น ถ้าหากสหรัฐสามารถบรรลุผลการเจรจาได้ทั้ง 2 กรอบ ก็จะช่วยทำให้สหรัฐสามารถรักษาบทบาทนำแบบผูกขาดทางเศรษฐกิจโลกเอาไว้ในกำมือ และจะเป็นการจำกัดพร้อมกับปิดประตูล้อมจีนทางเศรษฐกิจได้อย่างหนาแน่นขึ้น

ขณะที่ อียูเองก็มองว่า การบรรลุผลการเจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญมากเช่นกัน เพราะต้องยอมรับว่าปัจจุบันสหรัฐเริ่มหันเหความสำคัญไปสู่เอเชียมากขึ้นอย่างชัดเจน

ดังนั้นเพื่อเป็นการดึงสหรัฐไม่ให้หมางเมินและหันหลังให้กับยุโรปไปมากกว่านี้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเปรียบเหมือนเป็นอาวุธเด็ดชิ้นเดียวที่อียูมีอยู่ ในการดึงสหรัฐเอาไว้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแผนการจัดตั้งข้อตกลงเอฟทีเอของ 2 มหาอำนาจยักษ์ใหญ่แห่งสองฟากมหาสมุทรแอตแลนติก จะมีเป้าหมายและผลประโยชน์ที่สอดคล้องกัน แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นและสามรถผลักดันให้เดินไปข้างหน้าโดยง่าย เพราะว่ายังมีอุปสรรคสำคัญอย่างประเด็นด้านสินค้าภาคการเกษตร ที่เปรียบเหมือนหนามคอยทิ่มแทง และฉุดรั้งการเจรจาตลอดเวลาที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สาเหตุที่ปัญหาสินค้าภาคการเกษตรเป็นอุปสรรคสำคัญในการบั่นทอนการเจรจาเอฟทีเอ ของสหรัฐและยุโรป ก็เนื่องมาจากว่า การที่ทั้งสองฝ่ายมีมาตรฐานสินค้าเกษตรที่แตกต่างมากจนเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อห้ามในสินค้าที่มีการตัดแต่งดัดแปลงทางพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) และเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการอัดฮอร์โมนเร่งเข้าไป ในขณะที่สินค้าเกษตรสหรัฐส่วนใหญ่ล้วนแต่มาจากจีเอ็มโอ และสารเร่งฮอร์โมนเนื้อสัตว์

นอกจากนั้นแล้ว ประเด็นด้านการอุดหนุน และปกป้องอุตสาหกรรมการเกษตร ผ่านการจัดสรรงบประมาณส่วนกลางของอียู ก็ถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำให้การเจรจาอาจสะดุดลงได้ เพราะรัฐมนตรีด้านการเกษตรแห่งอียูเพิ่งออกมากล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า การอุดหนุนราคาและมาตรการการปกป้องภาคการเกษตรควรได้รับการยกเว้นจากผลกระทบที่จะเกิดจากข้อตกลงเอฟทีเอกับสหรัฐ

ส่วนสหรัฐเองก็ใช่ว่าจะเปิดตลาดการค้ากับอียูได้โดยง่าย เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐกำลังเผชิญแรงกดดันจากภาคธุรกิจภายในที่เรียกร้องให้รัฐบาลหันมาใช้มาตรการปกป้องตลาดภายในมากขึ้น หลังจากที่ต้องเผชิญกับสินค้าราคาถูกของจีนไหลเข้าท่วมตลาดในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

ขณะที่อุปสรรคประการต่อมาก็คือ ด้วยความที่สินค้าและบริการระหว่าง 2 ฝ่ายที่ดูจะมีความเหมือนกันมากเกินไป ก็อาจทำให้ความร่วมมือที่เกิดขึ้นทางการค้าระหว่างเอกชน 2 ฝ่ายไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่คิดไว้ ซ้ำร้ายอาจเป็นการแย่งลูกค้ากันเอง

ไม่เพียงเท่านั้น ด้วยปรัชญาการทำธุรกิจที่ต่างกัน โดยสหรัฐจะมุ่งเน้นไปที่การปกป้องสิทธิของผู้บริโภคและลูกค้า ขณะที่ยุโรปจะเน้นไปที่การให้ความสำคัญกับการมุ่งยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการ ก็อาจทำให้กลายเป็นจุดบอดในการฉุดรั้งให้การเจรจาเอฟทีเอที่วาดหวังไว้สวยหรูอาจทลายลงได้ในพริบตา

ฉะนั้นจึงต้องจับตาว่า เอฟทีเอ ฉบับนี้จะไปได้ไกลแค่ไหน เพราะถ้าหากสำเร็จขึ้นมา โฉมหน้าและทิศทางการค้าทั่วโลกจะตกอยู่ใต้อิทธิพลของโลกตะวันตกอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท