
การไกล่เกลี่ยเพื่อยุติข้อพิพาท
ในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญานี้เป็นเรื่องที่มีขึ้นในหลายระดับ ทั้งในระดับกรม คือ ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งก็มี 2 ระดับ คือ การไกล่เกลี่ยเพื่อยุติข้อพิพาทตามปกติ และอนุญาโตตุลาการ นอกจากนี้ก็ยังมีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในระดับศาล คือ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
ในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญานี้เป็นเรื่องที่มีขึ้นในหลายระดับ ทั้งในระดับกรม คือ ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งก็มี 2 ระดับ คือ การไกล่เกลี่ยเพื่อยุติข้อพิพาทตามปกติ และอนุญาโตตุลาการ นอกจากนี้ก็ยังมีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในระดับศาล คือ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
เรื่องการไกล่เกลี่ยเพื่อยุติข้อพิพาทนี้ ดูจะเป็นที่นิยมมากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องที่ใหม่ ถึงแม้ประเทศไทยจะมีพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญามาตั้ง 4050 ปีมาแล้วก็ตาม และหน่วยงานเจ้าของเรื่องเขาก็พยายามให้ความรู้อยู่เป็นประจำ แต่ก็เป็นธรรมดาของคนไทยเรา ซึ่งก็คงจะรวมตัวผู้เขียนด้วย ที่อะไรไม่มาถึงตัวโดยตรง หรือเกี่ยวข้องกับอาชีพการงานก็มักจะไม่สนใจหรือรับทราบ ดังนั้นต่อให้พูดกันไปจนหนวดถึงเข่า เคราถึงท้องก็คงจะไม่สนใจเท่าไร จนกว่าเรื่องจะมาถึงตัว แต่ขณะเดียวกันการประกอบธุรกิจ ถ้าไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่ แต่เป็น SME หรือชาวบ้านตาดำๆ จะไปนั่งขึ้นโรงขึ้นศาลก็ไม่ชอบนัก เพราะเสียทั้งเวลาและเงินทอง ดังนั้นหากมีช่องทางที่จะยุติปัญหาหรือข้อพิพาทกันได้ ทั้งโจทก์และจำเลย ก็มักจะยินดีเลือกทางนั้นมากกว่าจะต้องนำคดีขึ้นสู่ศาล ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นคดีทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับสิทธิบัตร แต่หากเป็นคดีลิขสิทธิ์ก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปจากเรื่องของเทปผีซีดีเถื่อน เพราะคดีเหล่านั้นจะเป็นเรื่องที่เจ้าของสิทธิมอบอำนาจช่วงไป และผู้รับมอบอำนาจก็ไปจับปลาซิวปลาสร้อย ที่ส่วนใหญ่ก็จะรับสารภาพ แล้วก็ว่ากันไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์ บวกกับกฎหมายที่ขอเรียกสั้นๆ ว่า ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ที่เราเห็นข่าวกันอยู่ อย่างเรื่องของคนกวาดขยะ เป็นต้น กฎหมายลิขสิทธิ์นั้นไม่เท่าไร เพราะยังสามารถรอลงอาญา หรือไม่ก็รอการกำหนดโทษไปเลยด้วยซ้ำ แต่ที่ทำเอาชาวบ้านชาวช่องสลดหดหู่ แล้วเหมารวมเอาว่าเป็นกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ก็คือ กฎหมายภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ซึ่งปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติไปบ้างแล้ว
อย่างไรก็ตาม ที่ผู้เขียนนำเรื่องการไกล่เกลี่ยเพื่อยุติข้อพิพาทมาเขียนในวันนี้ ไม่ใช่จะมาเขียนเรื่องกระบวนการไกล่เกลี่ยโดยตรง แต่จะเขียนในอีกแง่มุมหนึ่ง ก็คือ การไกล่เกลี่ยและยุติข้อพิพาทที่บางครั้งทำให้เจ้าของลิขสิทธิ์เสียเปรียบ โดยเฉพาะในเรื่องของสิทธิบัตรที่ต้องใช้ผู้มีความรู้ในด้านเทคนิคและกฎหมายเป็นอย่างดี จากที่ผู้เขียนได้อ่านหนังสือ หรือวารสารต่างประเทศ และจากประสบการณ์ที่พบมาเอง ทำให้อดนำมาเขียนเป็นอุทาหรณ์ไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าเจ้าของสิทธิเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ทั่วๆ ไป หรือเป็น SME
ความเสียเปรียบนั้นเกิดได้ถึง 2 ขั้นตอน
ขั้นตอนแรก ก็คือเมื่อยื่นขอจดสิทธิบัตร เนื่องจากสิทธิบัตรนั้น มีทั้งอนุสิทธิบัตร สิทธิบัตรออกแบบ และสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ซึ่งแต่ละสิทธิบัตรก็มีวิธีการเขียนขอรับการคุ้มครองที่แตกต่างกันออกไป
กรณีของอนุสิทธิบัตร อาจจะง่ายหน่อย เนื่องจากไม่ต้องมีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น และถึงแม้จะต้องใหม่ เขาก็ไม่ได้ตรวจความใหม่ในสาระ และระยะเวลาการตรวจสอบมาจนถึงการได้จดอนุสิทธิบัตรจะเร็วกว่าสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ดังนั้นในทางปฏิบัติจะเห็นมีมากเหมือนกันที่พอจดอนุสิทธิบัตรได้ก็ไปไล่จับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ที่เรียกกันว่า สิทธิบัตรใหญ่ กรณีนี้ถึงแม้ว่าในที่สุดจะทำอะไรเจ้าของสิทธิบัตรใหญ่ไม่ได้ เพราะเขาก็อยู่ระหว่างขั้นตอนการยื่นขอจดสิทธิบัตร แต่ก็ทำให้ธุรกิจเขาต้องหยุดชะงัก แล้วก็มีการฟ้องร้องกัน ซึ่งการไกล่เกลี่ยก็ช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาของทั้งคู่ ในกรณีที่ตกลงกันได้
กรณีของสิทธิบัตรออกแบบ อาจจะยุ่งยากขึ้นในแง่รายละเอียดที่เจ้าของสิทธิระบุไว้ตอนจด ถ้าไม่เข้าใจว่าเป็นเรื่องของการดูรูปแบบและกำหนดรายละเอียดไว้จนครอบคลุมได้แคบไปก็เสี่ยงกับการถูกลอกเลียนแบบแล้วก็ทำอะไรไม่ได้มาก
กรณีของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ก็ยิ่งยุ่งยากมากขึ้นไปอีก เพราะจดได้ทั้งตัวสินค้าและกระบวนการผลิต การจดสิทธิบัตรตัวสินค้าจะครอบคลุมได้มากกว่ากระบวนการหรือวิธีการผลิต เพราะไม่ว่าจะใช้วิธีการ หรือกระบวนการผลิตอย่างไร ถ้าได้สินค้าตัวเดียวกันกับที่เขาจดสิทธิบัตรไว้แล้วก็ถือว่าไม่ใหม่ แต่ถ้าผู้ประดิษฐ์ไม่เข้าใจ มัวแต่ภาคภูมิใจกับวิธีการหรือกระบวนการที่ตัวเองคิดได้และต้องการจะเป็นเจ้าของก็เลยจดสิทธิบัตรกระบวนการไป เมื่อคนอื่นเขาทำด้วยวิธีการ หรือกระบวนการที่ต่างออกไป แม้จะได้ผลเป็นสินค้าที่เหมือนกัน เขาก็ย่อมจดสิทธิบัตรได้เหมือนกัน กรณีทำนองนี้ผู้เขียนก็ได้เห็นเจ้าของสิทธิโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงหาว่าผู้ตรวจสอบไม่ซื่อก็มี แล้วพอไม่ชนะก็ฟ้องมาถึงโรงถึงศาล
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการไกล่เกลี่ยก็มีความสำคัญ ถ้าผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้ประดิษฐ์ที่เป็นโจทก์เอง ไม่มีความเข้าใจเรื่องสิทธิบัตรดีพอว่า ตัวเองจดสิทธิบัตรไว้เพื่อคุ้มครองอะไรก็อาจเสียเปรียบได้ เช่น จดสิทธิบัตรออกแบบ สิ่งที่ต้องการคุ้มครองคือรูปแบบ แต่เผอิญไปอธิบายวิธีการไว้ละเอียดไปหน่อย หรือผู้ไกล่เกลี่ยหลงประเด็นอีก ถ้าตกลงกันไป เจ้าของสิทธิก็เสียเปรียบ เพราะกลายเป็นคุ้มครองกระบวนการผลิต รูปแบบเขาก็ยังละเมิดอยู่ดี หรือกรณีสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ถ้าผู้ประดิษฐ์ตั้งใจคุ้มครองตัวสินค้า แต่ไปจดกระบวนการผลิต พอเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย ก็อาจจะไม่ได้อะไร เพราะผู้ลอกเลียนใช้กระบวนการที่ต่างออกไปเล็กน้อย ผู้ไกล่เกลี่ยก็ไม่ได้ดูเจตนา การรอมชอมก็ยุติลงที่เจ้าของสิทธิ ไม่ได้ประโยชน์หรือเสียเปรียบ
เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาจึงกลายเป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันให้ลึกและซึ้งกันพอสมควรทีเดียว







