
โหมโค้งสุดท้ายชิงพลังเงียบ
11วันสุดท้ายก่อนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 3 มี.ค.นี้ “ประชาธิปัตย์” แชมป์เก่า 3 สมัยซ้อน เริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
11วันสุดท้ายก่อนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 3 มี.ค.นี้ “ประชาธิปัตย์” แชมป์เก่า 3 สมัยซ้อน เริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะนอกจากจะไม่สามารถเร่งทำคะแนนตีตื้นคู่แข่งจาก “เพื่อไทย” ได้แล้ว ยังถูกทิ้งห่างหนักขึ้นเรื่อยๆ
ผลสำรวจล่าสุดโค้งที่ 4 จาก “เอแบคโพลล์” ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-18 ก.พ. คะแนนของ “พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ” พุ่งขึ้นเป็น 46.6% จากเดิมโค้งที่ 3 ซึ่งอยู่ที่ 43.9% ขณะที่ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” คะแนนลดลงเหลือ 29.9% จากเดิม 37.6%
ส่วนต่างคะแนนที่ทิ้งห่างออกไปถึง 16.7% ในเวลานี้จึงเป็น “โจทย์ใหญ่” ของประชาธิปัตย์ ที่จะต้องเร่งทำคะแนนแบบก้าวกระโดดในช่วงสิบกว่าวันที่เหลือ
แม้ลึกๆ แล้วแกนนำประชาธิปัตย์จะยังไม่เชื่อมั่นผลโพลที่ออกมามากนัก เพราะเชื่อในข้อมูลที่ว่าสถานการณ์ยังได้เปรียบ แต่ขณะเดียวกันไม่อาจประมาทกับสถานการณ์ที่ตกเป็นรองและเตรียมปล่อย “หมัดเด็ด” ดึงคะแนนโค้งสุดท้าย
ยกแรกที่ผ่านมาทั้งสองพรรคใหญ่เปิดฉากขับเคี่ยวกันเชิงนโยบาย ทั้งประชานิยม ไม่ประชานิยม ลดแลกแจกแถมกระหน่ำ หวังซื้อใจคนกรุง ซึ่งทำไปทำมาดูจะไม่ได้แตกต่างกันในรายละเอียดมากนัก หนำซ้ำยังเกิดกระแสเป็นห่วงว่าสุดท้ายจะทำได้จริงหรือไม่
คะแนนความได้เปรียบเสียเปรียบเชิงนโยบาย จึงอาจไม่ได้มีผลมากนักต่อการหาเสียงในช่วงที่ผ่านมามากไปกว่าลีลาการหาเสียง หรือคะแนนสนับสนุนดั้งเดิมของสองพรรคใหญ่
ทว่า เมื่อการแข่งขันเริ่มดุเดือด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ต้องสะบักสะบอมหนักขึ้น เมื่อถูกเตะตัดขาในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นคดีต่างๆ สมัยดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ที่ดีเอสไอกำลังติดเครื่องเอาผิด ทั้งขยายสัญญาบีทีเอสออกไป 13 ปี และอื่นๆ
ยกสุดท้ายนี้ ต่างฝ่ายจึงต้องงัดทุกกลยุทธ์ ทิ้งทวนให้คะแนนพุ่งสูงสุดในวันเลือกตั้งให้ได้
เป้าหมายสำคัญของประชาธิปัตย์เวลานี้ ต้องทำทุกทางที่จะ “ปลุกพลังเงียบ” ที่มีแนวโน้มว่าจะไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ให้ออกมาใช้สิทธิ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่เอาเพื่อไทย แม้จะไม่อยากได้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ มาเป็นผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 แต่ก็ต้องยอมฝืนใจเลือกเชิงยุทธศาสตร์ให้ประชาธิปัตย์เข้ามาทำหน้าที่ถ่วงดุลในที่สุด
กลยุทธ์นี้ประชาธิปัตย์เริ่มโหมโรงตั้งแต่โค้งที่สอง เพื่อตอบโต้แคมเปญ “ไร้รอยต่อ” ของเพื่อไทย ด้วยการกระตุ้นเตือนให้เห็นถึงประโยชน์ของการได้ผู้ว่าฯ กทม.คนละพรรคกับรัฐบาล เพื่อจะได้ยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ของคนกรุงมากกว่าการคอยรับคำสั่งซ้ายหันขวาหันหาอยู่พรรคเดียวกัน
ก่อนจะปล่อยหมัดต่อเนื่องด้วยการ “ปลุกผีทักษิณ” ขึ้นมาเรียกคะแนนให้ตัวเอง เพราะอย่าลืมว่าฐานเสียงคนกรุงส่วนหนึ่งเป็นคนที่ไม่เอาระบอบทักษิณซึ่งเคยออกมาชุมนุมต่อต้านยาวนาน ครั้งนี้จึงจำเป็นต้องกลับใช้สูตรเดิมในทำนอง “ไม่เลือกเราเขามาแน่”
ชัดเจนในเวทีปราศรัยที่วงเวียนใหญ่ “อภิสิทธิ์” อ้าง “ผีทักษิณ” ปลุกใจมวลชนว่าจะเลือกให้ กทม. เป็น “เมืองขึ้น” หรือ “เมืองหลวง”
ก่อนจะมาปิดท้ายด้วย “หมัดเด็ด” ย้ำประเด็น “เผาบ้านเผาเมือง” เมื่อปี 2553? ที่ยังเป็นแผลที่ค้างคาใจคนกรุงอยู่จนถึงทุกวันนี้ และประชาธิปัตย์เองก็เคยหยิบยกมาใช้ในการหาเสียงในการเลือกตั้งใหญ่ ปี 2553 ที่ผ่านมา
จังหวะนี้ประชาธิปัตย์เร่งเปิดแผลถล่ม ผ่านสปอตโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านโทรทัศน์ วิทยุ จอแอลอีดี ทั่ว กทม. โรงภาพยนตร์ โซเชียลมีเดีย นำเสนอภาพไฟไหม้ย่านเศรษฐกิจ กทม. ในช่วงเวลาการชุมนุมของกลุ่ม นปช.
แน่นอนว่าในช่วงเวลาที่ผลโพลกำลังตกเป็นรองเช่นนี้ ย่อมทำให้ “กลุ่มพลังเงียบ” ที่คาดว่าจะไม่ออกมาใช้สิทธิ ต้องทบทวนความคิดอีกครั้งหากจะปล่อยให้ “เพื่อไทย” กลับมายึด กทม. ซึ่งจะทำให้กุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ส่วนหมัดเด็ดนี้จะใช้ได้ผลมากน้อยแค่ไหนต้องรอดู 3 มี.ค.นี้







