posttoday
เอเชียโล่งทุนทะลักออกค่าเงินอ่อนสู้เยน ป้องภาคส่งออก

เอเชียโล่งทุนทะลักออกค่าเงินอ่อนสู้เยน ป้องภาคส่งออก

20 กุมภาพันธ์ 2556

ผิดหวังไปตามๆ กันกับมติของที่ประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (จี20)

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ผิดหวังไปตามๆ กันกับมติของที่ประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (จี20) เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งส่งสัญญาณอนุมัติให้ญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ เดินหน้าแทรกแซงค่าเงินเยนให้อ่อนได้ หากทำเพื่อให้เศรษฐกิจพ้นจากภาวะเงินฝืด และเพื่อกระตุ้นการเติบโต

ทั้งนี้ ความเห็นข้างต้นไม่ต่างอะไรกับการยื่นใบอนุญาตให้นานาประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย สามารถเดินหน้างัดสารพัดมาตรการออกมาใช้เพื่อปกป้องค่าเงินของตนเองอย่างเต็มที่ ก่อนที่ค่าเงินเยนซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงแล้ว 15% เมื่อเทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะทำให้การส่งออกของประเทศเสียเปรียบและเสียหายเกินควบคุม

กระทั่งกลายเป็นความวิตกกังวลที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติแห่ขนเงินออกจากภูมิภาคเอเชียกันอย่างคึกคัก

ทว่า แม้จะมีแนวโน้มไม่โสภาสำหรับนักลงทุนมากนัก แต่สำหรับรัฐบาลในภูมิภาคเอเชีย ทุนนอกที่ไหลออกกลับถือเป็นข่าวดีไม่น้อยว่า ท้ายที่สุดมาตรการสกัดทุนร้อนไหลเข้าเริ่มปรากฏผลให้เห็นบ้างแล้ว

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าช่วงต้นปีที่ผ่านมาสกุลเงินของหลายประเทศในเอเชียปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นผลมาจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป จีน หรือกระทั่งญี่ปุ่น ที่ทำให้เกิดทุนร้อนไหลเข้ามาเก็งกำไรในภูมิภาคเอเชีย จนหลายประเทศต้องงัดสารพัดหลากหลายมาตรการขึ้นมาปกป้องค่าเงินตนเองอย่างเต็มที่ทั่วหน้า ไล่เรียงตั้งแต่ฮ่องกง เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ไทย สิงคโปร์ โคลัมเบีย และเปรู

กระนั้น มาตรการข้างต้นกลับไม่ค่อยได้ผลมากนัก เห็นได้จากค่าเงินของหลายประเทศยังคงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง เช่น ค่าเงินวอนของเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ทำสถิติแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 13 เดือน ที่ 1,092 วอนต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่ค่าเงินเปโซของฟิลิปปินส์ในช่วงต้นเดือน ม.ค. ก็ทำสถิติแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 5 ปี ที่ 40.55 เปโซต่อ 1 เหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม การที่ค่าเงินเยนอ่อนลงจากความตั้งใจแทรกแซงของรัฐ โดยที่กลุ่มจี20 ไม่ได้ออกโรงประณามหรือคัดค้าน ทำให้บรรดานักลงทุนทั่วโลกซึ่งสามารถทำรายได้เข้ากระเป๋าได้ด้วยการอาศัยการคาดการณ์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจล่วงหน้า เดินหน้าแห่ขายเงินสกุลเอเชียกันอย่างล้นหลาม

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐ เงินวอนของเกาหลีใต้ปรับตัวลดลงแล้ว 2% ขณะที่ค่าเงินเหรียญไต้หวันลดลงอีก 2% และค่าเงินเหรียญสิงคโปร์ปรับลดแล้ว 1.1%

แน่นอนว่าเหตุผลที่ทำให้บรรดานักลงทุนในตลาดส่วนใหญ่เริ่มเทขายสกุลเงินของเอเชียจำนวนมาก โดยเฉพาะสกุลเงินวอนเกาหลีใต้ และสกุลเงินเหรียญไต้หวัน คือความวิตกกังวลกันว่าธนาคารกลางของประเทศเหล่านั้นจะพยายามเข้ามาแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนของตนเองเพื่อสู้กับเงินเยน

ทั้งนี้ เฉพาะในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ข้อมูลจากหน่วยงานควบคุมตรวจตราด้านการเงินแห่งเกาหลีใต้ ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติได้ถอนเงินออกจากตลาดหุ้นเกาหลีใต้แล้วถึง 1.9 ล้านล้านวอน (ราว 5.25 หมื่นล้านบาท) และถอนอีก 9 แสนล้านวอน (ราว 2.49 หมื่นล้านบาท) จากตลาดตราสารหนี้สกุลเงินวอน ซึ่งนับเป็นเงินไหลออกที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2554

ขณะที่ ดัชนีคอสปิ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ลดลง 0.9% สวนทางกับดัชนีนิกเกอิของตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ปรับตัวพุ่งแรงถึง 8.8% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ โดยสาเหตุที่ทำให้เงินวอนได้รับผลกระทบจากค่าเงินเยนอ่อนมากกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน เนื่องจากสินค้าส่งออกของเกาหลีใต้มากกว่าครึ่งคือคู่แข่งโดยตรงของสินค้าส่งออกญี่ปุ่น ไล่เรียงตั้งแต่รถยนต์ยันชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างเห็นตรงกันว่า การกระทำดังกล่าวสอดคล้องกับความต้องการของรัฐบาลในภูมิภาคเอเชียอย่างประจวบพอเหมาะ โดยในช่วงแรกที่ยังคงไม่เห็นผลเป็นเพราะสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผู้นำของภูมิภาคอย่างจีนที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นจนนักลงทุนยอมเข้ามาเสี่ยงลงทุน โดยไม่ใส่ใจต่อมาตรการหรือท่าทีปกป้องค่าเงินของรัฐบาลในภูมิภาคเอเชียมากนัก

แต่สถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งมีแนวโน้มว่าการปกป้องค่าเงินในเอเชียจะรุนแรงขึ้น นักลงทุนจึงไม่เหลือทางเลือกมากนัก นอกจากขนเงินหนีออกมา

ทิม ดินจ์แมนส์ ผู้จัดการพอร์ตลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่มูลค่า 75 ล้านเหรียญสหรัฐ จากอะเดลแลนต์ แอสเซ็ท แมนเนจเมนต์ อธิบายว่า เมื่อหลายประเทศในเอเชียยังต้องพึ่งพาภาคการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจ ดังนั้นการรักษาค่าเงินตนเองให้อ่อน เพื่อให้สินค้าที่ส่งไปขายยังตลาดในต่างประเทศมีราคาถูกกว่า จึงถือเป็นกลยุทธ์ในการสร้างความได้เปรียบได้ดี

ขณะเดียวกัน การที่ญี่ปุ่นจัดการแทรกแซงค่าเงินเยนของตนเองเพื่อให้เงินอ่อนลง ทำให้สินค้าส่งออกญี่ปุ่นถูกกว่า จึงไม่ต่างอะไรกับการทำลายส่วนแบ่งทางการตลาดของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน และส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ

นอกจากนี้ ยิ่งบรรดาธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชียเริ่มแสดงความวิตกกังวลต่อปัญหาค่าเงินของตนเองที่แข็งค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเยน เหล่านักลงทุนทั้งหลายก็ยิ่งวิตกและเริ่มเดินหน้าขนเงินออกจากภูมิภาคเอเชียมากขึ้นเรื่อยๆ โดย มินซับ คิม นักค้าในสังกัดสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ซึ่งเคยคาดการณ์ว่าเงินวอนน่าจะแข็งขึ้นมาอยู่ที่ 1,050 วอนต่อเหรียญสหรัฐ ภายในกลางปี 2556 ได้ปรับลดการคาดการณ์และเริ่มเทขายการถือครองตราสารหนี้สกุลเงินวอน หลังจากที่ค่าเงินเยนลดต่ำ ที่สุดในรอบ 2 ปีครึ่ง เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ

เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับรัฐบาลในภูมิภาคเอเชีย ที่หวังไม่ให้ค่าเงินของตนเองแข็งค่าจนเกินไป เพื่อกระตุ้นเส้นเลือดเศรษฐกิจของตนเองอย่างการส่งออก แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ข่าวดีที่น่ายินดีนักสำหรับบรรยากาศการค้าโลก

เพราะแนวโน้มนับต่อจากนี้ก็คือ การแข่งขันการลดค่าที่จะรุนแรงดุเดือดมากขึ้น เห็นได้จากกรณีที่ผู้จัดการกองทุนหลายแห่งเริ่มแนะนำให้นักลงทุนรายย่อยลดการถือครองตราสารหนี้ในสกุลเงินอื่นๆ มากขึ้น เช่น สกุลเงินของเกาะไต้หวัน เมื่อเห็นว่าสกุลเงินเหรียญไต้หวันได้ปรับตัวอ่อนค่าตามรอยสกุลเงินเกาหลีใต้ไปเรียบร้อยแล้ว

ในที่สุด การแข่งขันที่ดุเดือดก็อาจบานปลายกลายเป็นสงครามค่าเงินที่ทำให้การค้าขายระหว่างภูมิภาคเอเชียชะงักงัน จนส่งผลต่อการฟื้นตัวเติบโตของเศรษฐกิจโลกอย่างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท