
โลกมองไทย
เว็บไซต์ฟิลิปปินส์สตาร์ของฟิลิปปินส์ รายงานว่า คณะกรรมการความมั่นคงทางอาหารของฟิลิปปินส์ ประกาศที่จะเดินหน้าพิจารณาไต่สวนต่อกรณีที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนถูกกล่าวหาว่ากำลังทำร้ายอุตสาหกรรมการปศุสัตว์ท้องถิ่นของประเทศตัวเอง หลังจากที่ให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษ รวมไปถึงใช้มาตรการแรงจูงใจทางภาษีให้กับบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ของไทย
เว็บไซต์ฟิลิปปินส์สตาร์ของฟิลิปปินส์ รายงานว่า คณะกรรมการความมั่นคงทางอาหารของฟิลิปปินส์ ประกาศที่จะเดินหน้าพิจารณาไต่สวนต่อกรณีที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนถูกกล่าวหาว่ากำลังทำร้ายอุตสาหกรรมการปศุสัตว์ท้องถิ่นของประเทศตัวเอง หลังจากที่ให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษ รวมไปถึงใช้มาตรการแรงจูงใจทางภาษีให้กับบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ของไทย
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อกาปิโต กวนเลา ประธานของคณะกรรมาธิการความมั่นคงทางอาหาร ได้แถลงว่า คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ยอมให้ซีพีเข้ามาทำโครงการอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ในประเทศ และละเว้นภาษีให้กว่า 7 ปี รวมถึงการให้นำเข้าวัตถุดิบโดยปลอดภาษีอีกด้วย ทำให้ผู้เลี้ยงหมูและไก่ภายในประเทศวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ กวนเลา ยังตั้งคำถามเพื่อความชัดเจนอีกว่า ซีพีเพียงแค่เช่ายืมหรือเป็นเจ้าของที่ดินที่ใช้ในการทำอุตสาหกรรมการเกษตร โดยในระหว่างการพิจารณาไต่สวน เลขาธิการกระทรวงการปฏิรูปการเกษตรได้ยอมรับว่า ทางกระทรวงได้อนุมัติการโอนที่ดินในรัฐโรซาริโอ ฟลอริดาบลังกา และพัมพันกา รวมกว่า 34 ตารางกิโลเมตร แก่ซีพีเพื่อใช้ในการทำอุตสาหกรรมการเกษตร
สมาชิกรัฐสภา เท็ดดี คาซิโย กล่าวว่า คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน แม้ว่าจะมีหน้าที่ส่งเสริมการลงทุน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีหน้าที่ต้องปกป้องอุตสาหกรรมท้องถิ่นในประเทศด้วย ในขณะที่เกษตรกรท้องถิ่นของฟิลิปปินส์ต้องแข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างซีพี อย่างน้อยที่สุดคณะกรรมการฯ ก็ควรที่จะปรึกษากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเหล่านั้นก่อน
ท้ายที่สุด ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ลุซีตา เรเยส ได้ออกมาให้ความมั่นใจกับสมาชิกรัฐสภาเหล่านี้ว่า จากปีนี้เป็นต้นไปคณะกรรมการฯ จะปรึกษากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทีละโครงการไป และยืนยันว่าคำร้องขอที่จะให้ระงับหรือยกเลิกสัญญากับบริษัทซีพี จะมีผลก็เพียงต่อเมื่อซีพีผิดเงื่อนไขที่ระบุไว้ตามสัญญา
ในขณะเดียวกัน ทางกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐก็มอบทุนเพื่อการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรม กว่า 1.318 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 4.5 ล้านบาท) แก่รัฐบาลไทยในการบูรณะวัดไชยวัฒนารามในพระนครศรีอยุธยา
ในปัจจุบันสิ่งปลูกสร้างทางประวัติศาสตร์ที่เหลืออยู่ในพระนครศรีอยุธยา ส่วนใหญ่ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อย่างไรก็ตามสิ่งปลูกสร้างเหล่านั้นก็เริ่มเสียหายไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภัยน้ำท่วมในปี 2011 ทั้งนี้มีการบูรณะเริ่มขึ้นในปี 2012 และโครงการดังกล่าวก็กำลังดำเนินงานอยู่ในปัจจุบัน







