posttoday
อยากได้ผู้ว่าฯ นักสู้...เลิกจำนนต่ออำนาจ

อยากได้ผู้ว่าฯ นักสู้...เลิกจำนนต่ออำนาจ

19 กุมภาพันธ์ 2556

ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย “กรุงเทพ 2575” เพื่อผลักดันวิสัยทัศน์ใหม่ของกรุงเทพมหานคร (กทม.)

โดย...สุภชาติ เล็บนาค / ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย “กรุงเทพ 2575” เพื่อผลักดันวิสัยทัศน์ใหม่ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 20 ปี ข้างหน้า จรัส สุวรรณมาลา ศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นปัญหาที่หมักหมมอยู่ใต้เมืองหลวงแห่งนี้มีมากมาย โดยเฉพาะการบริหารจัดการเมือง

จรัส ระบุว่า พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ทำให้ กทม. อยู่ในฐานะการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษกว่าที่อื่น แต่เอาเข้าจริงก็พิเศษแค่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เท่านั้น เพราะตำรวจก็อยู่ที่กองบังคับการตำรวจนครบาล จราจรก็อยู่ในอำนาจกองบังคับการตำรวจจราจร ถนนก็มีกรมทางหลวง หรือการทางพิเศษแห่งประเทศไทยดูแล

ฉะนั้น อำนาจที่ผู้ว่าฯ กทม.มี คือ ผู้อำนวยการเขต 50 เขตเท่านั้น

“แต่เขตไม่ใช่การกระจายอำนาจ เพราะหน่วยบริการ 67 สำนัก เช่น สำนักผังเมือง สำนักการศึกษา สำนักการระบายน้ำ กลับทำงานน้อยมาก แต่ให้เขตทำแทน กลายเป็นบริหารแบบส่วนกลาง คือส่วนกลางอยู่สบาย คนเยอะไม่ต้องทำอะไร แต่คนในสำนักงานเขตตายไปเลย” จรัส ระบุ

ขณะที่รูปแบบการเลือกตั้ง สก. และ สข. ทั้งสองส่วนไม่ได้ทำหน้าที่นิติบัญญัติอย่างที่คาดหวัง แต่ไปทำหน้าที่ผู้รับเหมา กินหัวคิวโครงการก่อสร้างจากส่วนกลาง ไม่ได้แตกต่างจากทุนการเมืองท้องถิ่นเช่นที่เกิดอยู่ในองค์การบริหารส่วนตำบล

อาจารย์จุฬาฯ บอกว่า ผลจากการศึกษาสะท้อนชัดว่า หากผู้ว่าฯ กทม. ยังอยู่ในระบบเช่นที่เป็นอยู่ ใครได้รับเลือกตั้งเข้ามาก็บริหารเมืองไม่ได้ และเมื่ออยู่ครบเทอมก็จะท่องคาถาเพียงว่า “อำนาจผมมีแค่นี้ครับ” หรือ “ผมมีงบประมาณเท่านี้ครับ”

ถามว่าคน กทม.จะเอาอย่างนี้ หรืออยากได้ผู้ว่าฯ ที่มีอำนาจเต็มในการบริหารการขนส่ง แก้ปัญหาจราจร มลพิษ หรือการควบคุมอาคาร

“ถ้าผู้สมัครผู้ว่าฯ ออกมาสู้ขอให้อำนาจตำรวจ ถนน อาคาร รถไฟฟ้า เป็นของตัวเอง ผมเชื่อว่าประชาชนครึ่งเมืองจะออกมาเดินตามและเข้าแถวเลือกเขาเป็นผู้ว่าฯ มากกว่าผู้ว่าฯ ที่ยอมจำนนกับผู้ว่าฯ ที่มีอย่างเดียวกับที่ ไมเคิล บลูมเบิร์ก นายกเทศมนตรีนิวยอร์กเคยทำ ด้วยการซัดกับรัฐบาลทุกวัน หรือผู้ว่าฯ โตเกียว และผู้ว่าฯ โอซากา ที่สู้เพื่อให้เมืองเขา ให้คนเขามีอำนาจ”

จรัส ย้ำว่า คน กทม.เป็นเจ้าของจีดีพี 40% ของประเทศ ภาษีเงินได้ทั้งหมดเก็บได้ที่นี่ประมาณ 5060% แต่เกือบทั้งหมดส่งเข้ารัฐบาล เหลือเงินเพียง 5 หมื่นล้านบาท ให้ผู้ว่าฯ นำไปใช้ ขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยแต่ละปี ทั้งเงินเดือน ค่าเก็บขยะ และค่าบริหารจัดการต่างๆ สูงถึงปีละ 4.4 หมื่นล้านบาท เหลืองบประมาณสำหรับเริ่มนโยบายใหม่เพียง 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

...ทั้งหมดเป็นผลของการจำนนต่ออำนาจ

นโยบายไร้รอยต่อของ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครผู้ว่าฯ พรรคเพื่อไทยนั้น จรัส มองว่ายากที่จะสำเร็จเพราะสมัย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นผู้ว่าฯ ก็อยู่พรรคเดียวกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

“ผมก็ไม่เห็นว่า ผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ จะสั่งอะไรใครได้ด้วยซ้ำ นักการเมืองที่คุมกระทรวง กรมต่างๆ เขาไม่ต้องการให้อำนาจอยู่กับ กทม.หรอก คำถามที่ต้องถามกลับไปยังคุณพงศพัศ ก็คือ ที่ผ่านมาเขาไม่มีการประสานหรือเขาก็ประสาน แต่มันไม่สำเร็จ เพราะผลประโยชน์มันไม่ลงตัว แล้วก็ไม่ใช่ว่ากระทรวง ทบวง กรม จะไม่สร้างอะไรเลย เขาอยากสร้างเองอยู่แล้ว เพราะเขาหักค่าหัวคิวจากการก่อสร้างได้”

ถามถึงผู้สมัครขณะนี้ จรัส ส่ายหัวพร้อมบอกว่า ผู้สมัครส่วนใหญ่น่าผิดหวัง เพราะหน่อมแน้มมาก นโยบายก็เหวี่ยงแหไปทั่ว พอไปบ้านพักคนชราก็เพิ่มเบี้ยยังชีพ พอไปวงจักรยานก็ชูนโยบายจักรยาน เป็นนโยบายรายวันที่ลด แลก แจก แถม ไม่ใช่การสร้างกรุงเทพฯ สร้างเมือง จนถึงวันนี้ยังไม่เห็นผู้สมัครผู้ว่าฯ คนไหนที่บอกว่าจะเปลี่ยนยังไง

...มีแต่ “ผมจะมี ผมจะให้ ผมจะทำ”

ในมุมมองอาจารย์รัฐศาสตร์ทางออก ก็คือ ต้องยกเครื่องพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กรุงเทพมหานคร ใหม่ให้เป็น พ.ร.บ.มหานครกรุงเทพฯ ที่ครอบคลุมเมืองที่ขยายไปต่างจังหวัดทั้ง จ.นครปฐม ปทุมธานี หรือบางส่วนของ จ.ฉะเชิงเทรา โดยชวนเมืองเหล่านี้มาเป็นส่วนหนึ่งของมหานคร เพื่อร่วมแก้ปัญหาตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ และรองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท