
สศช.หนุนลดดอกเบี้ยแรงสกัดเงินร้อน
สภาพัฒน์ ออกโรงแนะ กนง.ต้องลดดอกเบี้ยลงหนักสกัดเงินร้อน
สภาพัฒน์ ออกโรงแนะ กนง.ต้องลดดอกเบี้ยลงหนักสกัดเงินร้อน
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลงมา จะมีส่วนในการสกัดการไหลเข้าของเงินร้อนจากต่างประเทศระยะสั้นได้ และต้องลดดอกเบี้ยลงมามากพอที่จะส่งสัญญาณให้นักเก็งกำไรรู้ว่าไทยเอาจริง
“เงินที่เข้ามาตอนนี้เป็นเงินร้อน จึงต้องใช้มาตรการดอกเบี้ยสกัด และถ้าเราลดดอกไม่มากพอ เงินก็ยังไหลเข้า ถ้าลดลงมานิดเดียว เขาก็ยังดัมพ์เงินเข้ามา เราต้องบอกให้เขารู้ว่าเราเอาจริง” นายอาคม กล่าว
นายอาคม ระบุว่า ไม่ได้ว่าควรลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% หรือ 0.50% จึงจะเหมาะสมและสกัดเงินร้อนได้ แต่โดยส่วนตัวเห็นว่า กนง.ควรลดอัตราดอกเบี้ยลงมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว เพราะเงินที่ไหลเข้ามาในระยะสั้น หากใช้มาตรการระยะยาวสกัดคงไม่ได้ผล ซึ่งการลดดอกเบี้ยเป็นมาตรการที่เห็นผลเร็ว แต่ที่ผ่านมาไทยไม่ได้ทำอะไรเลย
นายอาคม ระบุว่า ในการประชุม กนง. วันที่ 20 ก.พ.นี้ คิดว่าน่าจะมีอะไรออกมาบ้าง
“ถ้าทำตอนนี้ ก็ยังดีกว่าไม่ทำ แต่หากทำแล้วก็ต้องมั่นใจว่ามีผลมากพอที่จะสกัดเงินร้อนได้” นายอาคม กล่าว
เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า การดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพและไม่แข็งค่าเกินไปเมื่อเทียบค่าเงินในภูมิภาค ต้องนำมาตรการต่างๆ มาใช้ร่วมกันตามระดับความรุนแรงของเงินร้อนที่ไหลเข้ามาในประเทศ ตั้งแต่การลดดอกเบี้ย การแทรกแซงค่าเงิน การเก็บภาษีเงินทุนไหลเข้า ตลอดจนการใช้มาตรการที่แรงที่สุด คือ การควบคุมเงินทุนไหลเข้า
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรง แต่ในสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นจากเงินร้อน จะต้องมีมาตรการดูแล ซึ่งไม่ใช่แค่ใช้มาตรการลดดอกเบี้ยเท่านั้น แต่ต้องใช้มาตรการอื่นผสมผสานกัน
นายอาคม มองว่าการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยในวันนี้ เป็นการนำอัตราดอกเบี้ยไปยึดติดกับเป้าหมายเงินเฟ้อ ซึ่งขณะนี้อัตราเงินเฟ้อไม่ใช่ปัญหา และเมื่อนำอัตราดอกเบี้ยไปผูกติดกับอัตราเงินเฟ้อจึงไม่ได้ดูแลภาคส่งออกเท่าที่ควร ในขณะที่ค่าเงินมีส่วนช่วยภาคการส่งออก
ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ระดับสูง ทำให้เงินทุนไหลเข้าอาจจะทำให้เกิดฟองสบู่กับเศรษฐกิจได้ เป็นเรื่องที่ กนง.ต้องพิจารณาความเหมาะสม







