
แต๊ะเอีย ซองแดงๆ
ผ่านมา 1 สัปดาห์แล้ว สำหรับเทศกาลตรุษจีน เทศกาลที่ยิ่งใหญ่ของชาวจีนและคนที่มีเชื้อสายจีนทั่วโลก ซึ่งย่อมต้องนับประเทศไทยที่มีคนเชื้อสายจีนอยู่อาศัยเป็นจำนวนมากรวมเข้าไปด้วย
ผ่านมา 1 สัปดาห์แล้ว สำหรับเทศกาลตรุษจีน เทศกาลที่ยิ่งใหญ่ของชาวจีนและคนที่มีเชื้อสายจีนทั่วโลก ซึ่งย่อมต้องนับประเทศไทยที่มีคนเชื้อสายจีนอยู่อาศัยเป็นจำนวนมากรวมเข้าไปด้วย
คนจีนเป็นชนชาติที่ได้ชื่อว่า รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของตนเองไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ประเทศไหนในโลก และน่าจะทุกประเทศในโลกที่มีคนจีนอยู่อาศัย จะมีย่านการค้าที่เรียกว่า China Town เป็นย่านที่แตกต่างจากคนในท้องถิ่น จะเป็นวิถีชีวิตของชาวจีนที่เหมือนๆ กันทั่วโลก
ในประเทศไทย แม้คนเชื้อสายจีนในรุ่นหลังๆ ที่ไม่ได้หอบเสื่อผืนหมอนใบเข้ามาแสวงโชคแล้ว จะผ่อนคลายขนบธรรมเนียมประเพณีลงไปมาก โดยรับวัฒนธรรมประเพณีไทยๆ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จนอาจกล่าวได้ว่าวิถีชีวิตแบบไทยๆ ได้กลืนคนจีนไปเกือบหมดแล้ว แต่คนเชื้อสายจีนก็ยังคงรักษาประเพณีการแต๊ะเอีย ในเทศกาลตรุษจีนไว้ ซึ่งอาจเป็นเพราะปฏิบัติสืบต่อกันมา เคยได้รับมาก่อนก็เลยต้องให้ต่อๆ กันไป
การแต๊ะเอียของคนจีนในเทศกาลตรุษจีน เป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง เพียงแต่ไม่ได้ทำบุญกับพระ แต่ทำบุญกับคนในครอบครัวหรือให้รางวัลกับลูกน้องหรือพนักงานที่ทำงานให้ตลอดปีที่ผ่านมา การแต๊ะเอียจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับผลประกอบการค้าขายในรอบปีที่ผ่านมา
การแต๊ะเอียจึงเป็นประเพณีปฏิบัติที่ผู้ใหญ่จะนำเงินใส่ซองแดงที่เรียกว่า อั่งเปา สำหรับแจกจ่าย ซึ่งมี 2 กลุ่มที่จะได้รับ คือ
กลุ่มบุคคลในครอบครัว ลูกหลาน โดยจะให้กับคนที่ยังไม่ได้ทำงาน ยังไม่มีรายได้ ส่วนคนที่ทำงานแล้ว นอกจากจะไม่ได้รับแล้ว ยังต้องเป็นฝ่ายให้กับพ่อแม่ น้องๆ หลานๆ ที่ยังไม่ได้ทำงานด้วย
อีกกลุ่มหนึ่ง คือ พนักงานหรือลูกจ้างในกิจการค้า ถ้าปีไหนกำไรมาก พนักงานก็จะได้มาก เงินแต๊ะเอียจึงเป็นเหมือนเงินโบนัสจากผลประกอบการ
แต่ไม่มีในประเพณีที่จะต้องแจกอั่งเปาให้กับตำรวจท้องที่หรือตำรวจหน่วยไหนๆ ที่เข้ามารับหน้าที่ใหม่
การที่ท่าน ดร.เฉลิม รองนายกฯ ท่านบอกว่า การแต๊ะเอียเป็นประเพณีของคนจีนที่มีมานานแล้วตั้งแต่ท่านรับราชการเป็นตำรวจใหม่ๆ
ก็จริงอย่างท่านว่า และเป็นประเพณีที่มีมานานก่อนท่านเกิดด้วย แต่การรับแต๊ะเอียจะผิดกฎหมายหรือไม่ อย่าเพิ่งเชื่อลมปากดอกเตอร์ทางกฎหมายอย่างคุณเฉลิม ต้องดูข้อกฎหมายให้ถ้วนถี่เสียก่อน
เดิมเราใช้ประมวลกฎหมายอาญาเป็นหลัก ซึ่งมีมาตราที่เกี่ยวข้องดังนี้
มาตรา 148 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น
มาตรา 149 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่
มาตรา 148 เพียงจูงใจก็เป็นผิดแล้ว และไม่ต้องกระทำการใดๆ ตอบแทนให้ด้วย ส่วนมาตรา 149 ต้องเพื่อให้กระทำการหรือไม่กระทำการ คือ ต้องใช้ตำแหน่งช่วยเหลือ ไม่ว่าจะตามน้ำทวนน้ำก็เป็นความผิด
นอกจากประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ปัจจุบันยังมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ที่เรียกกันว่า กฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งออกมาทั้งเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน จึงมีบทบัญญัติเข้มกว่าประมวลกฎหมายอาญา คือ มาตรา 103 ห้ามมิให้ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใด รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา ตามหลักเกณฑ์และจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด
ป.ป.ช.ได้ออกประกาศตั้งแต่ปี 2543 กำหนดจำนวนที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะรับทรัพย์สินจากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ญาติได้ไม่เกิน 3,000 บาท
ความแตกต่างของประมวลกฎหมายอาญากับกฎหมาย ป.ป.ช. อยู่ที่ประมวลกฎหมายอาญาทั้งสองมาตรา ต้องเป็นการกระทำโดยมิชอบ แต่กฎหมาย ป.ป.ช. จะชอบหรือไม่ชอบก็เป็นความผิด ส่วนความหมายของคำว่า โดยมิชอบ อย่างง่ายๆ ก็คือ ไม่มีความชอบธรรมหรือเหตุใดๆ ที่จะได้รับ
ตำรวจที่เฝ้าร้านทอง แม้จะทำตามหน้าที่ ได้รับเงินเดือนจากรัฐอยู่แล้ว แต่ก็ทำประโยชน์ให้กับเจ้าของกิจการร้านทอง คนเก็บขยะ พนักงานไปรษณีย์ ก็เช่นเดียวกัน ในช่วงตรุษจีนเจ้าหน้าที่เหล่านี้หลายแห่งจะได้รับอั่งเปาจากคนไทยเชื้อสายจีน เป็นการให้ด้วยความเต็มใจ เพราะเขาถือว่าทำประโยชน์ให้กับเขา เป็นการให้โดยไม่ได้ขอให้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ใดๆ ไม่ว่าตามน้ำหรือทวนน้ำ จึงไม่ผิดประมวลกฎหมายอาญา แต่จะต้องพิจารณาตามกฎหมาย ป.ป.ช. ว่าเป็นการให้โดยธรรมจรรยาหรือไม่
ผมเห็นว่ากรณีเหล่านี้แหละครับ ที่เป็นการให้โดยธรรมจรรยา เป็นการให้ด้วยความอยากจะให้ ตั้งใจจะให้ ถ้าไม่มาในวันตรุษจีน เขาจะเก็บเอาไว้ให้หลังตรุษจีน กรณีเหล่านี้จึงเป็นการให้โดยธรรมจรรยา แต่ก็ต้องไม่เกิน 3,000 บาท มิฉะนั้นก็จะเป็นความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. ทั้งนี้เพราะเป็นกฎหมายที่ป้องกันเอาไว้ก่อน
กฎหมายไม่ยกเว้นให้มี “การขอโดยธรรมจรรยา” ฉะนั้นตำรวจที่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปตามร้านค้าต่างๆ เพื่อไปขอแต๊ะเอียหรืออั่งเปา แม้จะไม่ได้ขอเพื่อปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ก็เป็นความผิดทั้งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 และกฎหมาย ป.ป.ช.
ในทางปฏิบัติ ร้านค้าเขามักจะเตรียมอั่งเปาหรือซองแดงเอาไว้ให้ตำรวจขาจรที่เข้าไปขอ ที่เขาให้เพราะเขาไม่อยากให้ตำรวจไม่ชอบหน้า ไม่อยากถูกขึ้นบัญชีดำจากคุณตำรวจ เพราะมิฉะนั้นจอดรถส่งของก็ไม่ได้ คุณตำรวจท่านจะไม่มีการอะลุ่มอล่วยให้ แต่ถ้าให้อั่งเปาตามที่คุณตำรวจแวะเวียนมาเยี่ยม ก็จะได้รับความสะดวก ผ่อนผันกันได้ มีใบสั่งก็ช่วยเหลือกันไป
ที่พ่อค้าชาวจีนเขาให้แต๊ะเอียกับตำรวจมาตั้งแต่ ดร.เฉลิม เป็นตำรวจนั้น เขาไม่ได้ให้ตามประเพณี ไม่ได้ให้ตามธรรมจรรยา แต่เป็นการให้เพื่อจะได้ไม่ถูกกลั่นแกล้งจากคนในเครื่องแบบ
คุณตำรวจที่รับอั่งเปาจนเพลิน จึงคิดว่าไม่ผิดกฎหมาย เห็นเป็นซองสีแดงๆ ก็คิดว่าเป็นพวกเดียวกัน จึงเรียกร้องอยากจะได้ ซองแดงที่คุณตำรวจไปขอจากร้านค้าอย่างนี้ เขาไม่เรียกว่าแต๊ะเอียหรอกครับ
เขาเรียกกันว่า ค่าเก๋าเจี๊ยะ ครับ







