posttoday
บทบาทของผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังต่อการบริหารการเงินทุนไหลเข้า(ตอนจบ)

บทบาทของผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังต่อการบริหารการเงินทุนไหลเข้า(ตอนจบ)

18 กุมภาพันธ์ 2556

เรื่องที่สอง คือการแก้ไขกฎเกณฑ์ภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศของธุรกิจไทย ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของธุรกิจไทยในต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่ยังติดอุปสรรคภาษีซ้ำซ้อนในการส่งกำไรกลับ ถ้าอุปสรรคอันนี้หมดไป ความต้องการลงทุนในต่างประเทศของธุรกิจไทยจะเพิ่มสูงขึ้น และจะทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศสมดุลมากขึ้น

เรื่องที่สอง คือการแก้ไขกฎเกณฑ์ภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศของธุรกิจไทย ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของธุรกิจไทยในต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่ยังติดอุปสรรคภาษีซ้ำซ้อนในการส่งกำไรกลับ ถ้าอุปสรรคอันนี้หมดไป ความต้องการลงทุนในต่างประเทศของธุรกิจไทยจะเพิ่มสูงขึ้น และจะทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศสมดุลมากขึ้น

ประการสุดท้าย ผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังควรหยุดเอาเรื่องการขาดทุนของธนาคารแห่งประเทศไทยและส่วนทุนติดลบ มาสร้างความสับสนและความตระหนกตกใจให้แก่สาธารณชน ไม่มีองค์กรไหนต้องการเห็นองค์กรของตัวเองขาดทุน แต่ในโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี การทำนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศย่อมมีต้นทุน ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องแทรกแซงในตลาดเงินตราต่างประเทศเพื่อไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งเร็วเกินไป ส่งผลให้ปริมาณเงินบาทสูงขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงจำเป็นต้องดูดซับสภาพคล่องเงินบาทส่วนเกินนี้กลับคืนมาเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ ฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ และการขยายตัวของสินเชื่อมากเกินควร ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเปราะบางในอนาคตและบั่นทอนเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ความจำเป็นในการดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินนี้จำเป็นมากในภาวะที่เศรษฐกิจร้อนแรง และรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทุ่มสุดตัว

ปัญหาเรื่องการขาดทุนของธนาคารกลางไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารกลางของหลายประเทศที่ประสบกับภาวะเงินทุนไหลเข้าคล้ายกับเราต้องประสบกับปัญหาขาดทุน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางอิสราเอล สวิตเซอร์แลนด์ เช็ก ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย หรือชิลี ธนาคารกลางเหล่านี้ยังคงทำหน้าที่ธนาคารกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมลองคำนวณต้นทุนของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกิดจากการดูดซับสภาพคล่องคร่าวๆ ว่าอยู่ประมาณ 78 หมื่นล้านบาทต่อปี คนทั่วไปคงเห็นว่าเป็นต้นทุนที่สูงมาก (แม้ว่าจะน้อยกว่าความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดอยู่มาก) แต่เมื่อเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจไทยที่ 12.5 ล้านล้านบาทต่อปีแล้ว จะพบว่าต้นทุนส่วนนี้คิดเป็นเพียงประมาณร้อยละ 0.60.7 เท่านั้น ถ้าจะอุปมาต้นทุนที่เกิดขึ้นก็คงเทียบเศรษฐกิจไทยคล้ายกับรถแข่ง ขับโดยรัฐบาลใจร้อน เน้นแต่เรื่องความเร็ว เสียเงินติดเทอร์โบด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทุ่มสุดตัวหลายมาตรการ แต่ให้งบประมาณธนาคารแห่งประเทศไทยไปดูแลรักษาระบบเบรกเพียงแค่ร้อยละ 0.60.7 ของมูลค่ารถทั้งหมด แล้วยังบอกว่าระบบเบรกแพงเกินควร คนส่วนใหญ่คงเห็นคล้ายกันว่าถ้าอยากจะให้ระบบเบรกถูกลงแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่คนขับจะต้องลดความเร็วลง ลดเทอร์โบกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่จำเป็นและลดรายจ่ายประจำของภาครัฐลงด้วย

ใครก็ตามที่ได้ฟังผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังพูดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีส่วนทุนติดลบคงตกใจ เพราะไปเปรียบเทียบกับกรณีที่ธนาคารพาณิชย์มีส่วนทุนติดลบและต้องเลิกกิจการ ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นธนาคารกลางที่ไม่มีผู้ฝากเงินมารีบถอนเงินในเวลาที่คิดว่าธนาคารไม่มั่นคง ทรัพย์สินที่ธนาคารกลางถืออยู่เป็นทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงต่ำ ไม่กลายเป็นหนี้มีปัญหาเหมือนกับธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ นอกจากนี้ ธนาคารกลางมีความสามารถในการหารายได้จากการพิมพ์เงิน และถ้าค่าเงินอ่อนค่าลงในอนาคต ฐานะการเงินของธนาคารกลางจะดีขึ้น เพราะทุนสำรองระหว่างประเทศที่ถืออยู่มีค่าในสกุลเงินท้องถิ่นสูงขึ้น

ปัญหาจะเกิดขึ้น ถ้าธนาคารกลางมีภาระหนี้ที่ต้องพิมพ์เงินออกมาใช้หนี้หรือจ่ายดอกเบี้ยมากจนเกิดปัญหาเงินเฟ้อ หรือนักลงทุนไม่กล้าถือพันธบัตรของธนาคารกลาง (ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะตกใจจากความสับสนที่เริ่มขึ้นโดยผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลัง) เมื่อถึงเวลานั้นจะกระทบกับความสามารถในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของธนาคารกลาง และอาจจะทำให้รัฐบาลต้องเข้าไปเพิ่มทุนให้ธนาคารกลาง เมื่อพิจารณาส่วนทุนและความน่าเชื่อถือของธนาคารแห่งประเทศไทยในวันนี้ ผมคิดว่ายังห่างไกลจากสภาวะดังกล่าวมาก แม้ว่างบดุลของธนาคารแห่งประเทศไทยจะมียอดขาดทุนสะสมอยู่ประมาณ 3.33 แสนล้านบาท แต่ถ้าส่วนทุนของธนาคารแห่งประเทศไทยคิดเหมือนกับธนาคารกลางอื่นๆ ที่ไม่ได้แยกบัญชีทุนสำรองเงินตราออกจากบัญชีของฝ่ายปฏิบัติการแล้ว จะต้องรวมทุนในบัญชีสำรองพิเศษ และบัญชีผลประโยชน์ประจำปีของทุนสำรองเงินตราอีกประมาณ 8.2 แสนล้านบาท เข้ามาด้วย เมื่อคิดแบบนี้แล้วจะเห็นว่าธนาคารกลางของประเทศไทยยังมีส่วนทุนเป็นบวกอยู่ประมาณ 4.87 แสนล้านบาท

ผมเขียนบทความนี้ขึ้นด้วยความหวังว่าจะช่วยให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจถึงแนวทางการบริหารจัดการเงินทุนไหลเข้าที่ควรเป็นและเห็นมิติต่างๆ ที่คณะกรรมการนโยบายการเงินต้องพิจารณาในการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบาย รวมทั้งหวังว่าผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังจะเข้าใจว่าหน่วยงานของตนมีบทบาทไม่น้อยไปกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยในการบริหารนโยบายเงินทุนไหลเข้า ถ้าผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายเศรษฐกิจในประเทศไทยไม่เข้าใจการบริหารเศรษฐกิจมหภาคในภาพรวม ยังชอบโยนความรับผิดชอบไปให้หน่วยงานอื่น ไม่เห็นความสำคัญของการประสานนโยบายการเงินและนโยบายการคลังให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจที่ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ความเปราะบางที่จะเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทยจะน่ากลัวกว่าเรื่องค่าเงินบาทแข็ง เพราะเงินทุนไหลเข้ามากมายนัก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท