
คอร์รัปชัน 3 ประเภท (1)
เมื่อได้กล่าวถึงมายาคติหรือความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคอร์รัปชันในตอนที่แล้วไปแล้ว ลำดับต่อไปก็อยากจะให้พิจารณากันถึงประเภทของคอร์รัปชันบ้าง
เมื่อได้กล่าวถึงมายาคติหรือความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคอร์รัปชันในตอนที่แล้วไปแล้ว ลำดับต่อไปก็อยากจะให้พิจารณากันถึงประเภทของคอร์รัปชันบ้าง
เพราะคำว่าคอร์รัปชันในเมืองไทยนั้น มีความหมายกว้างไกล กรรมการยักยอกเงินบริษัทก็คอร์รัปชัน เจ้าพนักงานท้องถิ่นเรียกค่าออกใบอนุญาตก่อสร้างก็คอร์รัปชัน ตำรวจเรียกสินบนเพื่อไม่ต้องให้ตรวจจับแอลกอฮอล์ก็คอร์รัปชัน ขึ้นชื่อว่าพฤติกรรมที่ทุจริตแล้ว ดูเหมือนคนไทยก็จะเรียกคอร์รัปชันหมด ในขณะที่คำจำกัดความที่เป็นสากลเองก็ระบุไว้แต่กว้างๆ ว่า การคอร์รัปชันคือ “กระบวนการบิดเบือนอำนาจโดยมิชอบ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้” เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การเรียกคอร์รัปชันอย่างรวมๆ กันไปเช่นนี้ ไม่เอื้อต่อการปราบปรามคอร์รัปชัน เพราะคอร์รัปชันนั้นความจริงยังพอแบ่งเป็นประเภทได้อีก ซึ่งแต่ละประเภทก็มีที่มาที่ไปต่างกัน มีคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องต่างกลุ่มกัน จนชั้นที่สุดการจะปราบปรามก็อาจจะต้องใช้วิธีที่ต่างกันไปเลยทั้งสิ้น ในความเห็นของผม คอร์รัปชันนั้นพอจะแบ่งได้เป็น 3 ประเภท
ประเภทแรก ก็คือ คอร์รัปชันในภาคเอกชน หรือพูดง่ายๆ ก็คือเอกชนโกงกันเอง เช่น การฉ้อฉลคดโกงระหว่างคู่ค้าคู่สัญญา พนักงานผู้บริหารโกงบริษัท หรือผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ฉ้อฉลเอาเปรียบผู้ถือหุ้นอื่น
คอร์รัปชันประเภทแรกนี้ แม้จะเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย แต่ยังไม่สู้น่ากลัวมากนัก ด้วยเหตุที่ว่าเวลาเอกชนโกงเอกชนนั้น ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงกล่าวคือฝ่ายที่ถูกโกงย่อมเป็นเดือดเป็นร้อน และคอยเอาธุระสอดส่องดูแลรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง คนจะโกงจึงทำไม่ได้โดยง่าย นอกจากนั้นกระบวนการทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญาก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยรองรับการระงับควบคุมการโกงในระหว่างเอกชนนี้ได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ยังมีคอร์รัปชันในภาคเอกชนบางประเภท ซึ่งฝ่ายที่ถูกโกงนั้นเป็นประชาชนโดยทั่วไป จึงก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้างยิ่งกว่าปกติ กล่าวคือการหลอกลวงผู้บริโภค (เช่น การจำหน่ายสินค้าหรือบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน แชร์ลูกโซ่ การรับหางานเท็จ) ประการหนึ่ง และการหลอกลวงนักลงทุน (เช่น การที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือผู้บริหารบริษัทมหาชนหลอกลวงเอาเปรียบผู้ถือหุ้นอื่น โดยการใช้ข้อมูลภายใน) อีกประการหนึ่ง ซึ่งการหลอกลวงผู้บริโภคและนักลงทุนอย่างที่ว่ามานี้ ยังจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงกฎระเบียบตลอดจนการบังคับใช้เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาอีกมาก
ประเภทที่ 2 คือ คอร์รัปชันในภาครัฐ หรือจะเรียกว่าการ “บังหลวง” ก็ได้ การทุจริตในประเภทนี้จะเป็นการเบียดบังทรัพย์สินของรัฐโดยตรง โดยผู้ทำก็คือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งรู้และชำนาญกฎระเบียบจนพอที่จะเห็นช่องทางให้ตนเอาเงิน หรือผลประโยชน์อื่นๆ ที่เป็นของหลวงมาเป็นของตนได้ เช่น การใช้ใบเสร็จที่เป็นเท็จในการเบิกเงินจากหลวง การออกใบรับรองสิทธิหรือโฉนดที่ดินสาธารณะให้แก่ตนเองและพรรคพวกอย่างไม่ถูกต้อง ไปจนถึงการฉ้อฉลงบประมาณแผ่นดินเลยทีเดียว คอร์รัปชันในประเภทนี้ก็นับว่าร้าย แต่ดีที่กฎระเบียบและพัฒนาการของกระบวนการทางสังคม ยังพอติดตามตรวจสอบและระงับยับยั้งกิจกรรมประเภทนี้ได้ดีขึ้นตามสมควร
อย่างไรก็ตาม คอร์รัปชันประเภทที่ระบาดกว้างขวาง และสร้างความเสียหายให้แก่ระบบเศรษฐกิจและสังคมมากที่สุดในปัจจุบัน และเป็นประเภทที่ควรจะได้รับความสนใจอย่างเร่งด่วน ก็คือคอร์รัปชันประเภทสุดท้าย อันได้แก่ คอร์รัปชันซึ่งภาคเอกชนทำกับภาครัฐ
ทั้งนี้ เป็นเพราะความเสียหายที่เกิดจากคอร์รัปชัน 2 ประเภทแรกนั้น จะอย่างไรเสียก็มักเป็นความเสียหายเฉพาะกรณีเป็นครั้งคราว จะโกงกันทีละกี่ร้อยล้านก็แล้วไป ในขณะที่ความเสียหายจากคอร์รัปชันประเภทสุดท้าย นอกจากจะเกิดเฉพาะแก่กรณีแล้ว ยังมีลักษณะเป็นความเสียหายเชิงโครงสร้างที่กระทบไปถึงความมีประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งในระยะยาวจะทำความเสียหายให้กับประเทศมากกว่าตัวเงินที่ถูกโกงมากนัก
โดยการทุจริตประเภทนี้ ในทุกกรณีจะต้องเกิดขึ้นจากความร่วมมือ 2 ฝ่าย คือฝ่ายเอกชนผู้จ่ายสินบน เพื่อ “ซื้อ” ประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายหนึ่ง และฝ่ายผู้รับ ซึ่งก็คือเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐผู้ที่อยู่ในฐานะจะ “ขาย” หรือเอื้อประโยชน์เช่นนั้นได้อีกฝ่ายหนึ่ง อย่างไรก็ตาม แม้ในคอร์รัปชันประเภทสุดท้ายนี้ยังมีความแตกต่างกันในรายละเอียด และต้องมีการจำแนกย่อยลงไปอีกเป็น 3 ประเภท กล่าวคือ 1.คอร์รัปชันซึ่งภาคเอกชนทำกับภาครัฐเพื่อ “ซื้อหาความไม่ผิด” 2.คอร์รัปชันซึ่งภาคเอกชนทำกับภาครัฐเพื่อ “ซื้อหาความสะดวก” และ 3.คอร์รัปชันซึ่งภาคเอกชนทำกับภาครัฐเพื่อ “ซื้อหาความได้เปรียบในการแข่งขัน”
ซึ่งเราจะมาวิเคราะห์กันต่อในตอนหน้า







