
ม.112โทษหนักไป
คำพิพากษาจำคุก สมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตบรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ ออฟ ทักษิณ ถึง 10 ปี ไม่รอลงอาญา
คำพิพากษาจำคุก สมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตบรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ ออฟ ทักษิณ ถึง 10 ปี ไม่รอลงอาญา
ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จุดชนวนให้กลุ่มเสื้อแดงลุกขึ้นมาประท้วงหน้าศาลอีกครั้ง ซ้ำรอยกรณี อำพล ตั้งนพคุณ หรือ “อากง SMS” ที่เสียชีวิตระหว่างถูกจำคุกในข้อหามาตราเดียวกันเมื่อกลางปีที่ผ่านมา
ไม่ใช่แค่กิจกรรมบุกเผาตำราหน้าศาลอาญา แต่คำพิพากษา สมยศ ยังปลุกองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และองค์กรสิทธิมนุษยชนสากล เรียกร้องให้ทบทวนคำตัดสินดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน จนเกิดวาทะตอบโต้ไปมาระหว่างอธิบดีศาลอาญาและนักวิชาการสายเสื้อแดง
ทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เปิดใจถึงเรื่องนี้ว่า ต้องยอมรับว่าตั้งแต่หลังเหตุการณ์รัฐประหาร กันยา 2549 คดีหมิ่นสถาบันพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ถึงแม้ศาลจะตัดสินไปบ้างแล้ว แต่ข้อเท็จจริงยังมีกรณีนี้อีกเป็นจำนวนมากที่เจ้าพนักงานรัฐไม่ได้ดำเนินคดี อาทิ เว็บไซต์ที่ลงถ้อยคำหมิ่นประมาท ดูหมิ่นให้พระมหากษัตริย์ได้รับความเสียหายมันเกิดขึ้นจำนวนมาก คดีส่วนหนึ่งที่ถูกสั่งฟ้องเข้ามาจึงมีลักษณะเหมือนเป็นตัวแทนของคดีอื่น เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้ดำเนินคดีทั้งหมด
“จำนวนคดีมันยิ่งสะท้อนว่าข้างใดข้างหนึ่งใช้มาตรานี้เป็นเครื่องมือกำจัดศัตรูทางการเมือง ต้องยอมรับว่าพอกฎหมายมันหนักมากขึ้น แทนที่จะทำให้ประชาชนเกรงกลัว ผลกลับกันจะทำให้สถาบันได้รับการกระทบกระเทือนไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ทั้งที่สถาบันพระมหากษัตริย์ พระองค์ท่านไม่ได้เกี่ยวข้อง ท่านอยู่เฉยๆ ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย
...อย่างไรก็ดี คดีนี้อัยการเป็นผู้ฟ้อง ประชาชนฟ้องเองไม่ได้อยู่แล้ว เพราะรัฐเป็นผู้เสียหาย หลังพนักงานสอบสวนส่งให้อัยการสั่งฟ้องแล้ว ศาลก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องพิจารณาว่าผิดหรือไม่ผิดอย่างเดียว จะให้ไปพิจารณาว่าควรจะทำอย่างนั้น อย่างนี้ คดีแบบนี้ไม่น่าจะฟ้องมา ก็ไม่ใช่หน้าที่ของผู้พิพากษา ดังนั้นฝ่ายพนักงานสอบสวนควรจะต้องประชุมร่วมกันให้ชัดเจนว่ากรณีที่ถูกกล่าวหาระดับไหน แค่ไหน ควรจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง”
อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา แจงทัศนะอีกด้านที่มองไม่ต่างกับกลุ่มนักวิชาการว่า ม.112 กลายเป็นเครื่องมือทำลายทางการเมืองมากกว่ารักษาสถาบัน
ต้องมีกระบวนการกลั่นกรองเรื่องเข้ามา? ทวีแจงว่า “ที่ผ่านมามีนักวิชาการบางฝ่ายเรียกร้องว่าควรจะมีระบบกลั่นกรองก่อนคดีจะร้องเข้ามาสู่ศาล ถึงแม้ ม.112 เป็นความผิดอาญาแผ่นดินก็ตาม แต่มีช่องทางที่สามารถดำเนินการกลั่นกรองได้ตามกฎหมาย จึงมีหลายฝ่ายเสนอความเห็นให้มีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาว่าสมควรให้นำแต่ละคดีมาสู่ศาลหรือไม่
...แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าก็ต้องเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร เพราะการที่บอกว่าควรจะตัดคดีบางคดีที่เข้าองค์ประกอบ ม.112 เหมือนกัน แต่ไม่ดำเนินการ มันต้องมีเหตุผลด้วย เพราะพอไม่ทำชาวบ้านที่ต้องการทำหมดทุกคดีจะมาแจ้งความดำเนินคดีเจ้าพนักงานที่ไม่ทำว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่มีกฎหมายหรืออะไรรองรับ ก็ตายเหมือนกัน ดังนั้นเป็นเรื่องของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติที่จะหาช่องทาง เพราะศาลมีหน้าที่พิจารณาคดีอย่างเดียว”
ส่วนที่นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์เสนอให้สำนักราชเลขาธิการเป็นผู้กล่าวโทษแทนนั้น ทวี แย้งว่า ไม่เห็นด้วย เพราะสำนักราชเลขาฯ เกี่ยวข้องกับสถาบันโดยตรง จะยิ่งเป็นการดึงสถาบันเข้ามาอย่างเต็มตัว เสี่ยงทำให้ผู้ที่ไม่ชอบมาตรานี้เป็นทุนเดิมพานไปเรื่องอื่น ยิ่งจะกระทบต่อสถาบันหนักขึ้น
อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญายอมรับว่า ไม่ว่าจะเป็นอัตราโทษหรือกระบวนการกลั่นกรองเรื่องเพื่อป้องกันไม่ให้มาตรานี้กลายเป็นอาวุธโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง จุดสำคัญล้วนอยู่ที่ “การแก้ไขกฎหมาย” แต่ยังเป็นเรื่องยาก เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย ย่อมเกิดการเห็นค้านของคนในสังคมตามมาจำนวนมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ตัวกฎหมายผมว่าแก้ยาก ตราบใดที่สถาบันกษัตริย์ของไทยจำเป็นต้องมี แต่ขณะเดียวกันยิ่งมีคนถูกฟ้อง ถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีเยอะๆ ก็ไม่ดีต่อทุกฝ่าย ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม อย่างในยุโรปที่มีระบบกษัตริย์ก็ไม่มีข้อหานี้ แต่สภาพบ้านเมืองเราแตกต่างกัน แนวคิดวิธีการมันแตกต่างกัน มาตรานี้จึงคงอยู่ตลอดมา และกลับมาหนักขึ้นไปอีกหลังเหตุการณ์6 ตุลา 2519
...เราต้องยอมรับว่าโทษมันหนักเกินไป ศาลก็มีหน้าที่พิพากษาวางโทษ ตามพยานหลักฐานที่อัยการสั่งฟ้องมา และหลักกฎหมายอาญาที่มีอยู่ ความเห็นของผมมันคงเลิกไม่ได้หรอก แต่น่าจะปรับปรุงในแง่ของลักษณะอัตราโทษมากกว่า แต่หลักกฎหมายคงต้องคงไว้ ต้องคงไว้เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้าย”
ขณะเดียวกัน ทวี ยืนยันว่า การลดโทษไม่จำเป็นต้องแยกมาตรานี้ออกจากหมวดความมั่นคงแห่งรัฐ เห็นควรให้คงเดิม เพราะถือว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ถือว่าอยู่ในหมวดความมั่นคง หากดึงออกไปอยู่ในกลุ่มอื่น จะยิ่งลดความสำคัญของสถาบันลงไป
โชกโชนงานในศาลยุติธรรมมาเกือบทุกตำแหน่งตลอดระยะเวลาหลายสิบปี วินิจฉัยคดีมานับครั้งไม่ถ้วน เเต่ ทวี เล่าให้ฟังว่า ผู้พิพากษาก็เหมือนมนุษย์ปุถุชนคนอื่น ในการพิจารณาคดีย่อมมีจิตใจหวั่นไหวบ้าง
ความอ่อนไหวที่ว่า น่าจะสะท้อนได้จากคำถามระหว่างสนทนาธรรมของผู้ช่วยผู้พิพากษารายหนึ่งที่ถามท่านอธิบดีศาลว่า “พิพากษาประหารชีวิตคน บาปหรือไม่?”
“หลายสิบปีก่อนมีผู้ช่วยผู้พิพากษาสอบคัดเลือกเข้ามาใหม่ๆ อ.สัญญา ธรรมศักดิ์ (อดีตนายกรัฐมนตรี) ท่านเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมในยุคนั้น ก็จัดอบรมนิมนต์ท่านพุทธทาสภิกขุ มาบรรยายถึงการดำรงตนของผู้พิพากษาในพระพุทธศาสนาว่าต้องทำอย่างไร พอบรรยายเสร็จปรากฏว่ามีผู้ช่วยผู้พิพากษาสอบถามท่านพุทธทาสว่า เราตัดสินประหารชีวิตคน คนตัดสินประหารจะบาปไหม?
...ท่านก็ตอบว่าผู้พิพากษาที่ตัดสินประหารชีวิตจำเลยไม่บาปหรอก เพราะผู้พิพากษาเป็นผู้ชี้กรรม การชี้กรรมก็คือการตัดสินคดี ดูที่พยานโจทก์ พยานจำเลย เชื่อว่าหากหาข้อเท็จจริงแล้วจำเลยทำความผิดจริง และชี้กรรมว่าจำเลยผิดแล้วให้ประหารชีวิต ผู้พิพากษาก็เป็นคนชี้กรรมไป แต่ท่านก็บอกว่าต้องชี้กรรมให้ถูก คนผิดต้องผิดจริงๆ เขาผิดก็ต้องชี้ว่าเขาผิด แต่ถ้าเขาไม่ผิดแล้วเราไปชี้กรรมว่าเขาผิดก็บาป” ทวี เล่าด้วยท่าทีผ่อนคลาย หลังพักการพูดคุยเรื่องหนักเเล้วหันมาเล่าอีกมุมของตุลาการที่เปลี่ยนจากภาพนั่งบัลลังก์มานั่งฟังเทศน์
ไม่เท่านั้น ทวี ยังแชร์ประสบการณ์สนทนาธรรมอีกว่า “23 ปีที่ผ่านมา มีคนเล่าให้ฟังเยอะ จะบอกว่าเรื่องโจ๊กก็ไม่ใช่นะ ในบรรดาเพื่อนที่นั่งปฏิบัติธรรม หรือนั่งสมาธิเขาบอกว่ามีพระที่ท่านมีวัตรปฏิบัติที่ดีงาม ท่านก็นั่งสมาธิ ระหว่างนั้นท่านสามารถไปท่องเที่ยวทางจิตเข้าถึงสวรรค์นรกได้
พอถึงนรกแล้วท่านถามยมบาลว่า ใครที่ตกกระทะทองแดงเยอะที่สุด ในทำนองว่าอาชีพไหนตกนรกเยอะสุด ยมบาลบอกว่า “ผู้พิพากษา” คนกลุ่มนี้เยอะมาก (หัวเราะ) อันนี้เพื่อนเล่าต่อมา เราก็ไม่รู้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร” อธิบดีเล่าให้ชวนคิด







