
ทำอย่างไรจึงไม่ไร้รอยต่อ
พรรคการเมืองระดับชาติ “เพื่อไทย” กับ “ประชาธิปัตย์” ซึ่ง “ไม่ควร” ส่งคนของ “พรรค” ลงชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพราะจะทำให้ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเป็น “กลไกรัฐ” กลับกลายเป็น “กลไกพรรค” ไป “เพื่อไทย” ใช้สโลแกน “ไร้รอยต่อ” ส่วนประชาธิปัตย์ใช้ “ชอบมาร์คเลือกเบอร์ 16” และอื่นๆ
พรรคการเมืองระดับชาติ “เพื่อไทย” กับ “ประชาธิปัตย์” ซึ่ง “ไม่ควร” ส่งคนของ “พรรค” ลงชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพราะจะทำให้ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเป็น “กลไกรัฐ” กลับกลายเป็น “กลไกพรรค” ไป “เพื่อไทย” ใช้สโลแกน “ไร้รอยต่อ” ส่วนประชาธิปัตย์ใช้ “ชอบมาร์คเลือกเบอร์ 16” และอื่นๆ
การที่เพื่อไทยใช้สโลแกน “ไร้รอยต่อ” ก็เพราะที่ผ่านมาการบริหารจัดการปัญหา กทม. ของฝ่าย “รัฐบาล” เพื่อไทย กับ “รัฐอิสระ” กทม. โดยพรรคประชาธิปัตย์ เกิด “ขบเหลี่ยม” กันอย่างรุนแรง กล่าวคือรัฐบาลแดงไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้คนใน กทม.ในฐานะรัฐบาล ในขณะเดียวกันรัฐบาลท้องถิ่นเหลืองก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลในเรื่องงบประมาณ
“รัฐซ้อนรัฐ” ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างผิดหลักวิชาดังกล่าวได้ทำให้การบริหารจัดการ กทม.ตั้งอยู่บนฐานแห่งความ “อิหลักอิเหลื่อ”
แม้เพื่อไทยเข้าใจปัญหานี้ดี แต่จะด้วยความไม่รู้ในหลักวิชาการเมืองหรือกลัวจะเสียโอกาสในการชิงพื้นที่ก็ไม่ทราบ ทำให้เพื่อไทย “ยอมรับ” ในความผิดนี้ ด้วยการส่งคนเข้าชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. โดยพรรคเพื่อไทยหวังว่า ถ้าพรรคตนได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.ไปพร้อมๆ กับการเป็นรัฐบาลแล้ว “รอยต่อ” ระหว่าง “รัฐต่อรัฐ” ก็จะหมดไป เพราะมาจาก “พรรคเดียวกัน”
วิญญูชนทั้งหลายครับ “อำนาจ” แบ่งออกเป็นหลายอำนาจ อำนาจแรก คือ อำนาจรัฐ (State Power) เป็นอำนาจสูงสุดที่รวมอำนาจทุกอำนาจตั้งแต่อำนาจอธิปไตยไปจนอำนาจสังคมเอาไว้ อำนาจที่ 2 คือ อำนาจอธิปไตย (Sovereign Power หรือ Supreme Power of State) คืออำนาจสูงสุดของรัฐหรือประเทศ ซึ่งสมัยโบราณเชื่อกันว่าอำนาจนี้มาจากพระเจ้าประทานให้พระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้ถือและใช้อำนาจนั้นคนเดียว แต่ครั้นเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ทำให้ทุกคนตระหนักรู้ได้ว่าอำนาจดังกล่าวเป็นของประชาชนทุกคน (Sovereignty of The People) โดยแสดงออกเป็น 3 รูป คืออำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ โดยผ่าน 3 องค์กรคือ รัฐสภา รัฐบาล และศาล อำนาจชนิดที่ 3 คืออำนาจการปกครองหรืออำนาจบริหาร (Administrative Power) คืออำนาจรัฐระดับต่างๆ ลงมาจนถึงระดับท้องถิ่น ประเทศไทยแบ่งอำนาจดังกล่าวออกมาเป็น 3 ส่วนตามหลักของประเทศรัฐเดี่ยวคือ ส่วนกลาง (Central) ส่วนภูมิภาค (Province) และส่วนท้องถิ่น (Local) ส่วนกลางคือองค์การของรัฐระดับต่างๆ คือกระทรวง กรม ฯลฯ ส่วนภูมิภาคคืออำนาจส่วนกลางแต่ไปอยู่ภูมิภาค เรียกว่าจังหวัด โดยมีอำเภอ (District) เป็นระดับต่ำสุดของอำนาจการปกครอง ผู้มีอำนาจนี้ต้องได้รับการ “แต่งตั้ง” จากส่วนกลางตามหลักการรวมอำนาจของรัฐเดี่ยว ทั้งนี้เพื่อรักษาความเป็นราชอาณาจักรเอาไว้ ดังนั้นผู้ว่าราชการจังหวัด จึง “เลือกตั้งไม่ได้” เพราะเลือกตั้งเป็นวิธีหนึ่งของการ “กระจายอำนาจการปกครอง” (คนละเรื่องกับการกระจาย “อำนาจอธิปไตย” นะครับ อย่าสับสน)
ถัดลงมาจากอำเภอคือตำบลและหมู่บ้าน ส่วนนี้เรียกว่า “ท้องที่” (Rural) ซึ่งเป็นส่วนที่อำนาจรัฐผสมผสานอย่างกลมกลืนกับประชาชนที่มีการปกครองดูแลกันเอง ตามความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของชุมชน ผู้มีอำนาจส่วนนี้คือกำนันและผู้ใหญ่บ้าน
อำนาจส่วนที่ 4 ก็คืออำนาจสังคม (Social Power) หรืออำนาจท้องถิ่น หมายถึงอำนาจที่ไม่มีลักษณะทางการเมือง เช่น อำนาจทางวัฒนธรรม อำนาจการรักษาความสงบเรียบร้อย อำนาจจัดการสาธารณูปโภค อำนาจนี้เรียกว่า สุขาภิบาล (Municipality) หรือเทศบาล ซึ่งจัดรูปออกมาเป็นเทศบาลนคร เทศบาลเมือง และเทศบาลตำบล แต่ปัจจุบันมีการเพิ่มรูปการปกครองท้องถิ่นออกมาเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล รวมทั้งเขตการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษด้วย เช่น กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา ซึ่งอำนาจท้องถิ่นที่นักการเมืองร่วมมือกับนักวิชาการไร้เดียงสาทำขึ้นมานี้
“ไม่ชอบด้วยหลักวิชา”
ที่ไม่ชอบด้วยหลักวิชา ก็เพราะผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ว่ากรุงเทพฯ หรือจังหวัดอื่นใด เป็นผู้ถือ “อำนาจบริหาร” (Administrative Power) แต่ผู้ว่าฯ กทม. (หรือนายกเทศบาลนคร) เป็นผู้ถืออำนาจสังคมหรืออำนาจท้องถิ่น (Local Power) ซึ่งเป็นอำนาจคนละชนิด พูดง่ายๆ ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นอำนาจการเมือง แต่ผู้ว่าฯ กทม.เป็นอำนาจท้องถิ่น ไม่เกี่ยวกับการเมือง ซึ่งโดย “หลัก” การรวมอำนาจของ “ประเทศรัฐเดี่ยว” แล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องแต่งตั้งจากส่วนกลางเท่านั้น จะเลือกตั้งไม่ได้ ขืนเลือกตั้งไปก็จะเป็นการทำลายราชอาณาจักร เกิด “รัฐอิสระ” อยู่กลางใจประเทศ แบบ “ผิดหลักวิชารัฐศาสตร์” ซ้ำยังละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร (รัฐเดี่ยว) อันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้” อีกด้วย และก็ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายรัฐเดี่ยวเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดการ “ขบ” กันระหว่างพรรคต่อพรรค ประชาชนต่อประชาชนอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ ถ้าจะไม่ทำให้ไทย “ไร้รอยต่อ” เราก็ต้องยกเลิกการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่ผิดหลักวิชานี้ลงเสีย และที่ผมฝืนเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาในขณะที่ผู้คนกำลังบ้าเลือกตั้งแบบผิดหลักวิชากันอยู่ ก็ไม่ได้ “อยากดัง” แต่อยากจะถามว่า
บ้านเมืองเราแตกแยกกันยังไม่พออีกหรือ?
หรือว่าอยากจะแบ่งแยกแล้วปกครอง?







