posttoday
เก็งกำไรน้ำมันพ่นพิษราคาพุ่งไม่หยุด กระทบศก.มะกัน

เก็งกำไรน้ำมันพ่นพิษราคาพุ่งไม่หยุด กระทบศก.มะกัน

15 กุมภาพันธ์ 2556

แม้ว่าการเกิดขึ้นมาของเทคโนโลยีการขุดเจาะและสกัดหินน้ำมัน (Oil Shale)

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

แม้ว่าการเกิดขึ้นมาของเทคโนโลยีการขุดเจาะและสกัดหินน้ำมัน (Oil Shale) อันทันสมัยจะทำให้สหรัฐสามารถก้าวทะยานขึ้นผู้ผลิตพลังงานน้ำมันในอันดับต้นๆ ของโลก และคาดว่าในปี 2563 จะสามารถแซงหน้าซาอุดี อาระเบีย ขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยกำลังการผลิตเฉลี่ยที่ 11.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ทว่าแนวโน้มความหวังว่าประชาชนชาวอเมริกันจะสามารถเข้าถึงและบริโภคพลังงานราคาถูกในอนาคตดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

เพราะปัจจัยที่กำหนดราคาในตลาดสหรัฐ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการซื้อและขายจากตลาดภายในเป็นตัวชี้ขาดเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังถูกกำหนดจากผลพวงจากการเก็งกำไรในตลาดน้ำมันซื้อขายล่วงหน้าของเหล่านักลงทุนด้วย

ยืนยันได้จากข้อมูลของสำนักข่าวรอยเตอร์ส ที่ระบุว่า กองทุนเก็งกำไรได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าเกือบถึง 2 เท่า นับตั้งแต่ 11 ธ.ค.ปีที่แล้ว ขณะที่ข้อมูลในตลาดซื้อขายที่ลอนดอน และนิวยอร์ก ก็มีรายงานว่ามีนักลงทุนเข้าไปลงทุนในตลาดน้ำมันล่วงหน้ามากจนใกล้ถึงระดับที่เคยสูงที่สุดในอดีตแล้วในขณะนี้

นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ก่อนจำนวนสัญญาที่ทำการซื้อขายน้ำมันในตลาดล่วงหน้า รวมแล้วมีปริมาณสูงมากเกือบถึง 420 ล้านบาร์เรล ซึ่งในจำนวนดังกล่าวถือว่ามากกว่าปริมาณการบริโภคน้ำมันในสหรัฐ 3 สัปดาห์รวมกัน

จึงไม่แปลกที่จะได้เห็นราคาน้ำมันในสหรัฐพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ไต่ระดับไปอยู่ที่ 97.13 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่เมื่อช่วงกลางเดือน ธ.ค.ปีที่แล้วอยู่ที่ 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเท่านั้น ส่วนทางด้านราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 5 เดือน โดยขึ้นไปอยู่ที่ 118.01 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ 2 เดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 108 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ด้านสมาคมยานยนต์อเมริกัน (เอเอเอ) ชี้ว่า ราคาแก๊สโซลีน นับตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค.ปีที่แล้ว ก็ปรับตัวขึ้น 28 เซนต์ ไปอยู่ที่ 3.60 เซนต์ต่อแกลลอน และคาดว่าอาจเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต เมื่อต้องเจอมาตรการภาษีท้องถิ่น ขณะที่องค์การข้อมูลพลังงานสหรัฐก็คาดว่าราคาที่ประชาชนสหรัฐจะต้องจ่ายอาจสูงถึง 3.73 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน ในเดือน พ.ค.นี้

ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้นักลงทุนมองว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นและกล้าเข้ามาเก็งกำไรก็คือ การที่ภาวะเศรษฐกิจจีนเริ่มฟื้นตัวขึ้น ซาอุดีอาระเบียมีการตัดลดการผลิตน้ำมันลง การปะทุขึ้นของความวุ่นวายในสถานการณ์ทวีปตะวันออกกลาง และแอฟริกา และการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐ

นอกจากนี้ กลุ่มประเทศส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ก็คาดการณ์ว่าความต้องการน้ำมันของโลกในปีนี้จะเพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้เดิมในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยขึ้นมาอยู่ที่ 89.68 ล้านบาร์เรล จากที่ 89.55 ล้านบาร์เรล

ดังนั้น จึงทำให้นักลงทุนจึงเชื่ออย่างสนิทใจว่าราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นไปอีกในอนาคต

จากแนวโน้มราคาน้ำมัน และพลังงานที่จะเพิ่มสูงขึ้นนี้ ทำให้คาดว่าชาวอเมริกันต้องมีค่าใช้จ่ายน้ำมันสูงมากกว่าปีก่อนๆ ซึ่งปัจจุบันค่าใช้จ่ายที่ครัวเรือนสหรัฐต้องจ่ายค่าน้ำมันอยู่ที่ 3,000 เหรียญสหรัฐ (8.7 หมื่นบาท) ต่อปี

ประเด็นดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะสร้างปัญหาให้กับรัฐบาลของ บารัก โอบามา อย่างมากในช่วงเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งจะเป็นช่วงวันหยุดติดต่อกันหลายวัน เนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก และคาดว่าจะมีการใช้รถเดินทางมากขึ้น

อีกทั้งด้วยราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็จะไปกระทบกับอำนาจในการบริโภค และการใช้จ่ายของประชาชนให้น้อยลง ซึ่งจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐลำบากมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัญหาการเก็งกำไรในตลาดน้ำมันจะเป็นที่รับรู้กันดีในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ ผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศจะเริ่มมีให้เห็นออกมาเป็นระยะ แต่การดำเนินการแก้ไข และหามาตรการป้องกันก็ดูเหมือนว่าจะไม่คืบหน้าไปไหน และยากในการลงมือปฏิบัติ เพราะหลายฝ่ายยังมีมุมมองต่อปัญหาต่างกันสูงมาก โดยเฉพาะปัญหาคาใจว่าตกลงแล้วการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายน้ำมันส่งผลต่อภาวะราคาที่เปลี่ยนแปลงไปจริงหรือไม่

ดังเห็นได้จากข้อเสนอของประธานาธิบดี บารัก โอบามา เมื่อต้นปีที่แล้ว ซึ่งต้องการที่จะจำกัดปริมาณการซื้อขายน้ำมันในตลาดล่วงหน้า และปกป้องผู้บริโภคจากการเก็งกำไรน้ำมัน ด้วยการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม และกำหนดบทลงโทษจากพวกนักเก็งกำไร ทว่าหลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือนศาลก็ตัดสินว่ามาตรการดังกล่าวไม่สามารถนำออกมาใช้บังคับได้ เพราะไม่สามารถพิสูจน์หลักฐานความเชื่อมโยงระหว่างการเก็งกำไรในตลาดน้ำมัน ที่จะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันได้อย่างชัดเจน

เนื่องจากต้องยอมรับว่ากระบวนการและวิธีการในตลาดซื้อขายน้ำมันค่อนข้างซับซ้อน และยากแก่การพิสูจน์ออกมาได้ชัดแจ้ง เนื่องจากการซื้อขายในตลาดโภคภัณฑ์มีความแตกต่างออกไปจากการซื้อขายในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตร ที่มีการกำหนดโดยธุรกิจที่ชัดเจน และมีผู้เข้าซื้อขายในปริมาณจำกัด ขณะที่ในตลาดน้ำมัน ทุกบริษัททั่วโลกสามารถผลิตและจำหน่ายออกมาแข่งกับราคาสหรัฐและยุโรปได้

นอกจากนี้ ปัจจัยสถานการณ์ในต่างประเทศก็ยังมีบทบาทในการกำหนดราคาน้ำมันในสหรัฐอีกด้วย เพราะสหรัฐยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูงมากถึง 8 ล้านบาร์เรลต่อวันอยู่

“ตลาดได้หันไปจับตามองถึงแนวโน้มที่จะเป็นปัจจัยลบต่อสถานการณ์ของตลาดน้ำมันโลกแล้ว ไม่ใช่เพียงเฉพาะสหรัฐอย่างเดียว” แอนดริว ลิปพาว จากลิปพาว ออยล์ แอสโซซิเอชัน บริษัทที่ปรึกษาด้านการซื้อขายน้ำมันจากรัฐเทกซัส กล่าว

ถึงกระนั้นแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่สดใสในมุมมองของนักเก็งกำไร แต่ก็มีเสียงเตือนมาจากหลายฝ่ายว่ามีโอกาสที่จะเกิดภาวะฟองสบู่แตกเช่นกัน

เหมือนดังเช่นเหตุการณ์ในต้นปี 2554 และปี 2555 ที่นักลงทุนได้ลงทุนในน้ำมันไปมากถึง 440 และ 422 ล้านบาร์เรล ตามลำดับ ทว่าเมื่อเข้าสู่ไตรมาส 2 ของปีนั้นๆ ราคาก็ตกลงต่ำลงอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบสหรัฐร่วงลงต่ำกว่า 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ร่วงลงจาก 125 เหรียญสหรัฐ ลงมาต่ำกว่า 90 เหรียญสหรัฐ ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่ราคาแก๊สโซลีนก็ลดลงเช่นกัน

จึงไม่แปลกที่ในช่วงเวลานั้นจะเห็นเหล่านักลงทุนหลายรายขาดทุนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการชิงเทขายออกอย่างรวดเร็วในปี 2554 จนทำให้ราคาน้ำมันตกลง 10 เหรียญสหรัฐภายในวันเดียว ในเดือน พ.ค.ปีดังกล่าว

ดังนั้นต้องจับตาดูต่อความเคลื่อนไหวของทิศทางราคาพลังงานในสหรัฐให้ดีว่าจะนำไปสู่ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและนำไปสู่ความยากลำบากทางการเมืองให้กับโอบามาได้มากน้อยแค่ไหน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท