
บทบาทของผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังต่อต้านการบริหารเงินทุนไหลเข้า
ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาเงินทุนไหลเข้าดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้เกิดวิวาทะระหว่างผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังกับผู้ใหญ่ในธนาคารแห่งประเทศไทย จนนำไปสู่การเรียกร้องของผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังให้คณะกรรมการนโยบายการเงินลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง รวมทั้งให้คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยต้องรับผิดชอบต่อผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการดูดซับสภาพคล่องที่เกิดจากการแทรกแซงค่าเงินเพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป รวมทั้งจะต้องรับผิดชอบถ้าการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยผิดพลาดนำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจ
ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาเงินทุนไหลเข้าดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้เกิดวิวาทะระหว่างผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังกับผู้ใหญ่ในธนาคารแห่งประเทศไทย จนนำไปสู่การเรียกร้องของผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังให้คณะกรรมการนโยบายการเงินลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง รวมทั้งให้คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยต้องรับผิดชอบต่อผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการดูดซับสภาพคล่องที่เกิดจากการแทรกแซงค่าเงินเพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป รวมทั้งจะต้องรับผิดชอบถ้าการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยผิดพลาดนำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจ
วิวาทะที่เกิดขึ้นทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นผู้ร้ายตัวหลักที่ทำให้เกิดเงินทุนไหลเข้าจนสร้างความปั่นป่วนให้แก่ค่าเงินบาท และผู้ส่งออก รวมทั้งการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะสามารถแก้ปัญหาเงินทุนไหลเข้าได้อย่างอยู่หมัด
นอกจากนี้ ยังทำให้คนเข้าใจธนาคารแห่งประเทศไทยผิดว่าดำเนินนโยบายแบบขาดความรับผิดชอบ อ้างแต่ความเป็นอิสระ รวมทั้งจะทำให้เกิดผลขาดทุนหลายแสนล้านบาท จนทำให้ส่วนทุนติดลบ เป็นภาระที่ผู้เสียภาษีต้องรับผิดชอบ ผมคิดว่าวิวาทะที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะท่าทีของผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังได้ทำให้เกิดความสับสนและความเข้าใจผิดอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทย
ทำไมผมถึงคิดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้เป็นผู้ร้ายตัวหลักที่ทำให้เกิดเงินทุนไหลเข้าจนเกิดความปั่นป่วนขึ้น งานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเงินทุนไหลเข้าในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Markets) ได้ข้อสรุปคล้ายกันว่าปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดเงินทุนไหลเข้าคือศักยภาพและโอกาสการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้น ในภาวะที่เศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมหลักยังทรงๆ ทรุดๆ และมีสภาพคล่องส่วนเกินอยู่ล้นโลก เงินทุนย่อมไหลไปสู่ประเทศที่มีแนวโน้มอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจดีกว่า ซึ่งในขณะนี้หนีไม่พ้นว่าเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะในกรณีของประเทศไทยที่รัฐบาลทำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทุ่มสุดตัว และให้ความสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าการรักษาวินัยการเงินการคลัง
ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมให้เกิดเงินทุนไหลเข้าแต่ไม่ใช่ปัจจัยหลัก และการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดที่จะแก้ปัญหาเงินทุนไหลเข้า ถ้าดูตัวเลขเงินทุนไหลเข้าประเทศไทยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2555 พบว่าเรามีเงินทุนไหลเข้าสุทธิเพียง 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ 2.15 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และเงินของคนไทยไหลออกไปลงทุนต่างประเทศ 1.96 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศนั้น แบ่งได้เป็นเงินลงทุนโดยตรง (Foreign Direct Investment) ประมาณร้อยละ 40 เงินลงทุนในหุ้นประมาณร้อยละ 15 และเงินลงทุนในตราสารหนี้อีกร้อยละ 45การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจจะทำให้เงินที่ไหลมาลงทุนในตราสารหนี้ลดลง แต่จะทำให้เงินลงทุนทางตรงและเงินลงทุนในหุ้นเพิ่มสูงขึ้น เพราะผลตอบแทนจากการลงทุนทางตรงและการลงทุนในหุ้นจะเพิ่มขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง
การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำในสภาวะที่เศรษฐกิจมีสัญญาณของความร้อนแรง เพราะนอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์อีกมาก อัตราดอกเบี้ยนโยบายมีผลต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศในหลายมิติ (มากกว่าเพียงเรื่องเงินทุนไหลเข้าและค่าเงินบาท) ในวันนี้การบริหารเศรษฐกิจไทยต้องให้ความสำคัญเรื่องเสถียรภาพเพิ่มขึ้น เพราะมีสัญญาณทั้งเรื่องความเปราะบาง และความร้อนแรงในหลายด้าน
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงติดลบต่อเนื่องกันมาหลายปีแล้ว ส่งผลให้คนไทยให้ความสำคัญต่อการออมลดลง ในขณะที่หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น และอัตราการผิดนัดชำระหนี้ก็เพิ่มขึ้นด้วย อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันไม่ได้เป็นอุปสรรคทำให้คนไทยไม่สามารถกู้ยืมเงินได้ สินเชื่อสำหรับลูกค้าทุกกลุ่มขยายตัวเกินร้อยละ 10 ต่อปี ในขณะที่สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคขยายตัวสูงถึงร้อยละ 20 ต่อปี ราคาสินทรัพย์ทุกประเภทโดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้นรวดเร็ว คนที่จ่ายตลาดรู้ดีว่าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นสูงกว่าตัวเลขเงินเฟ้อร้อยละ 3 ต่อปีของทางการมาก นอกจากนี้ อัตราการว่างงานของคนไทยอยู่ที่ร้อยละ 0.5 ซึ่งต่ำที่สุดในโลก หลายอุตสาหกรรมหาแรงงานไม่ได้ และเราต้องพึ่งแรงงานต่างด้าวอีกหลายล้านคน
ถ้ามองไปในระยะข้างหน้า เราจะยังเห็นความร้อนแรงของเศรษฐกิจไทยในอีกหลายด้าน
ในด้านการลงทุน โครงการที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในปี 2555 สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 9.84 แสนล้านบาท จะเริ่มทยอยลงทุนจริงตามลำดับ รัฐบาลมีโครงการลงทุนบริหารจัดการน้ำอีก 3 แสนล้านบาทที่จะต้องรีบกู้เงินก่อนที่จะหมดเวลาการกู้เงินที่พระราชกำหนดอนุญาตในช่วงกลางปี 2556 ทั้งนี้ยังไม่รวมแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลอีก 2 ล้านล้านบาท นอกจากภาครัฐมีแผนจะลงทุนจำนวนมากแล้ว เศรษฐกิจไทยยังได้รับอานิสงส์จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ (แบบทุ่มสุดตัว) ของรัฐบาลอีกหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการรับจำนำสินค้าเกษตรในราคาที่สูงเกินควร ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจในต่างจังหวัดคึกคักเป็นพิเศษ โครงการรถคันแรกที่ยังส่งมอบไม่หมดอีกประมาณ 6 แสนคัน ทั้งหมดนี้กำลังเกิดขึ้นในสภาวะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีความชัดเจนขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การส่งออกของเรามีแนวโน้มดีขึ้น (ยกเว้นการส่งออกข้าวและอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสูง เพราะได้รับผลกระทบจากนโยบายรับจำนำข้าวและการขึ้นค่าแรง 300 บาท) และจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่จะเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ ในสภาวะเศรษฐกิจที่ร้อนแรงและรัฐบาลให้ความสำคัญกับการขยายตัวของเศรษฐกิจแบบทุ่มสุดตัว ไม่ประหลาดใจที่เงินทุนจะไหลเข้ามาในประเทศไทยโดยต่อเนื่อง
ถ้าพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยในวันนี้ จะพบว่าไม่ได้อยู่ในระดับที่สูง (นักเศรษฐศาสตร์บางคนอาจจะคิดว่าต่ำเกินควรด้วยซ้ำไป) ถ้าเทียบกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่ประสบปัญหาเงินทุนไหลเข้าคล้ายกัน จะพบว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ร้อยละ 2.75 นั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เกือบต่ำสุดในภูมิภาค มีเพียงไต้หวันเท่านั้นที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำกว่าไทย และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเราต่ำมากเมื่อเทียบกับอินเดีย (ร้อยละ 8.0) จีน (ร้อยละ 6.0) และอินโดนีเซีย (ร้อยละ5.75) และที่น่าสนใจคืออัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยที่อาจจะถูกมองว่าสูงจนดึงดูดให้เกิดเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้นั้น เป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยระยะยาวมากกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (Repurchase Rate 1 วัน) เมื่อมองย้อนกลับไปช่วงก่อนเดือน ต.ค. 2555ซึ่งเป็นเดือนที่คณะกรรมการนโยบายการเงินลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากร้อยละ 3 เป็นร้อยละ 2.75พบว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (อายุ 10 ปี) ในช่วงนั้นต่ำกว่าในเดือน ม.ค. 2556 การที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวปรับสูงขึ้นในขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นปรับลดลง (หรือ Yield Curve ชันขึ้น) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความต้องการกู้เงินของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นมาก ไม่ใช่ความผิดของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือคณะกรรมการนโยบายการเงินแต่อย่างใด
ด้วยเหตุผลข้างต้น ผมจึงไม่คิดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นผู้ร้ายตัวหลักที่ทำให้เกิดเงินทุนไหลเข้า และผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังไม่ควรทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินและธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังดำเนินนโยบายการเงินด้วยความเป็นอิสระแบบดื้อดึง ขาดความรับผิดชอบ ในทางตรงกันข้าม ผมเห็นว่าผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังต้องมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการเงินทุนไหลเข้า เพื่อให้เงินทุนไหลเข้าเหล่านั้นเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว โดยไม่ทำให้เกิดความเปราะบาง และกระทบต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจในอนาคต







