
ปชป.ตั้งกระทู้ย้ำจูดี้เอี่ยวสร้างโรงพัก
ปชป.ตั้งกระทู้ย้ำแผล"จูดี้"ยกหนังสือปี53ลงนามเห็นชอบสร้าง 396 โรงพัก "เฉลิม"โต้แค่เซ็นตามธุรการ
ปชป.ตั้งกระทู้ย้ำแผล"จูดี้"ยกหนังสือปี53ลงนามเห็นชอบสร้าง 396 โรงพัก "เฉลิม"โต้แค่เซ็นตามธุรการ
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณากระทู้ถามสดเรื่องการก่อสร้างอาคารสถานีตำรวจ(ทดแทน) 396 แห่ง และอาคารที่พักข้าราชการตำรวจ ของนายศิริโชค โสภา สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ถามร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี
นายศิริโชค กล่าวว่า โครงการก่อสร้างดังกล่าวไม่น่าจะมีลักษณะฮั้วตามที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวอ้างเนื่องจาก บริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งชนะการประมูลได้เสนอราคาก่อสร้างเพียง5848 ล้านบาทต่ำกว่าราคากลางที่กำหนดไว้ 6388 ล้านบาทถึง 500 ล้านบาท และที่ผ่านมาบริษัทพีซีซีฯมีผลงานการก่อสร้างโครงการบ้านเอื้ออาทรของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่จังหวัดเชียงใหม่มูลค่าประมาณ 4200 ล้านบาทเมื่อปี 2548 สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ดังนั้น ร.ต.อ.เฉลิม จะมาระบุว่าบริษัทพีซีซีฯขาดประสบการณ์ในการทำงานจนไม่สามารถสร้างสถานีตำรวจได้ทันตามสัญญาไม่ได้
นายศิริโชค กล่าวอีกว่า ไม่เพียงเท่านี้พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผบ.ตร.ยังมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเป็นผู้พิจารณาและลงนามในหนังสือถึงพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ในสมัยนั้นเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2553ว่าได้เห็นชอบภายหลังมีการประกวดราคาเพื่อทำสัญญาก่อสร้างเป็นแบบรายเดียว
"ผมสงสัยว่าทำไมทั้งร.ต.อ.เฉลิม และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอส) ถึงบอกว่าพล.ต.อ.พงศพัศไม่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญถ้ารัฐบาลชุดนี้เห็นว่าในเมื่อสัญญาก่อสร้างแบบรายเดียวไม่ถูกต้องทำไมไม่ดำเนินการยกเลิกสัญญาเพื่อบรรเทาความเสียหายแต่กลับไปขยายสัญญาให้กับผู้รับเหมา"นายศิริโชคกล่าว
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2552 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้เปลี่ยนรูปแบบการอนุมัติโครงการก่อสร้างให้เป็นรายเดียวจากเดิมได้ทำการอนุมัติก่อสร้างแบบกระจายรายภาคเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2552 จนทำให้ไม่สามารถก่อสร้างโรงพักได้ทันตามสัญญา และพล.ต.อ.พงศพัศ ก็เข้ามาเกี่ยวข้องเฉพาะในฐานะเป็นประธานทีโออาร์ที่เสนอให้ดำเนินการแบบรายภาคแต่ต่อมาภายหลังนายสุเทพไปเปลี่ยนรูปแบบ ซึ่งหนังสือที่พล.ต.อ.พงศพัศลงนามเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2553 ก็เป็นเพียงขั้นตอนตามธุรการเท่านั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานนโยบาย
“จะเอาเรื่องนี้มาปนกันไม่ได้เพราะปัญหาจริงๆเกิดขึ้นตั้งแต่การอนุมัติให้เป็นแบบรายเดียว ซึ่งพล.ต.อ.พงศพัศเสนอให้ทำแบบรายภาคและนายสุเทพก็เห็นด้วยแต่ตอนหลังกลับมาเปลี่ยนรูปแบบจึงเกิดปัญหา และสาเหตุที่รัฐบาลไม่เลิกสัญญาเพราะรัฐบาลไม่โง่ เนื่องจากสมัยรัฐบาลที่แล้วทำสัญญาเพื่ออำนวยให้กับบริษัท และถ้าเราเลิกสัญญาเราจะกลายเป็นจำเลยทันทีแต่ในวันที่ 14 มี.ค.ที่สัญญากำลังจะหมดลงจะสั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)ให้แจ้งจับบริษัทฐานฉ้อโกงทรัพย์ปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้งตามประมวลกฎหมายอาญา 341 เพื่อเอาคนผิดมาเข้าคุก”ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว







