
‘จีเอ็มเอ็มแซท’ลงทีวีหมื่นล.
ดาวเทียม3พันล.เปิดกล่องพรีเมียมมี.ค.อีก7พันล้านประมูลทีวีดิจิตอล3ช่อง
ดาวเทียม3พันล.เปิดกล่องพรีเมียมมี.ค.อีก7พันล้านประมูลทีวีดิจิตอล3ช่อง
จีเอ็มเอ็ม แซท กำงบ 1 หมื่นล้าน สยายปีกทีวีดาวเทียม 3,000 ล้าน อีก 7,000 ล้าน ประมูลทีวีดิจิตอล
นายฟ้าใหม่ ดำรงชัยธรรม ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มงานแพลตฟอร์ม บริษัท จีเอ็มเอ็ม แซท เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทจะใช้งบลงทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนในธุรกิจดาวเทียมทั้งในส่วนของคอนเทนต์ กล่องรับสัญญาณดาวเทียม และการตลาดประมาณ 3,000 ล้านบาท ส่วนอีกประมาณ 7,000 ล้านบาท จะใช้ลงทุนทีวีดิจิตอลจำนวน 3 ช่อง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรอความชัดเจน ก่อนเข้ายื่นซองประมูล
ทั้งนี้ เงินที่นำมาใช้ลงทุนธุรกิจทีวีดิจิตอลดังกล่าว เป็นเงินที่มาจากเงินที่บริษัทเตรียมไว้เพื่อใช้ในการประมูลพรีเมียร์ลีก ซึ่งเตรียมไว้เกือบ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเบื้องต้นของการเข้าสู่ธุรกิจทีวีดิจิตอล คาดว่าจะใช้ลงทุนไม่มากนัก
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจทีวีดาวเทียมในปีนี้ บริษัทมีแผนที่จะขยายแพลตฟอร์มการทำงานให้มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งในเดือน มี.ค. บริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวกล่องรับสัญญาณดาวเทียมระดับพรีเมียมภายใต้ชื่อ จีเอ็มเอ็ม แซท เอชดี เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีทีวีในระบบเอชดี และรองรับการเกิดของทีวีดิจิตอล
“ในส่วนของราคาขายกล่องเอชดี ตอนนี้เรายังไม่ได้กำหนดราคาขาย คาดว่าจะสรุปการตั้งราคาขายได้ในเดือนหน้า พร้อมกับเปิดตัวกล่องดังกล่าว ซึ่งหลังจากเปิดตัวมั่นใจว่าจะได้ผลการตอบรับที่ดี เพราะเรามีคอนเทนต์ที่ดี เพื่อรองรับระบบดังกล่าว” นายฟ้าใหม่ กล่าว
ปัจจุบันบริษัทมีกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียมอยู่ 2 ระดับ คือ กล่องจีเอ็มเอ็ม สมาร์ท เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง และกล่องจีเอ็มเอ็ม แซท มินิ ซึ่งหลังจากเปิดตัวจีเอ็มเอ็ม แซท เอชดี เข้าทำตลาด คาดว่าสิ้นปีจะมียอดขายกล่องรับสัญญาณ 1.5 ล้านกล่อง หรือเติบโต 100% จากปีที่ผ่านมาที่มียอดขาย 1.5 ล้านกล่อง ซึ่งจะส่งผลให้สิ้นปีนี้มียอดขาย 3 ล้านกล่อง แบ่งเป็นยอดขายกล่องจีเอ็มเอ็ม แซท มินิ 30% จีเอ็มเอ็ม แซท สมาร์ท 60% และจีเอ็มเอ็ม แซท เอชดี 10%
นอกจากนี้ บริษัทยังจะหันมาทำธุรกิจเพย์ทีวี เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของลูกค้า ด้วยการดำเนินธุรกิจภายใต้คอนเซปต์ “ไม่แพง ดูแค่ไหน จ่ายแค่นั้น บันเทิงฮิต กีฬาฮอต ระดับโลก” ซึ่งจะมีบริการให้ชมถึง 8 ช่อง ผ่าน 4 แพ็กเกจทางเลือก โดยบัตรเพิ่มแบบเติมช่อง เช่น 4 ช่องบันเทิง 4 ช่องกีฬา ราคา 300 บาท 30 วัน ไปถึง 3,600 บาท 1 ปี จากแผนดังกล่าวคาดรายได้กลุ่มบรอดคาสต์ใน 35 ปี จะมีสัดส่วนเพิ่มจาก 20% เป็น 50% ประกอบด้วย 1. แพ็คเกจเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ 4 ช่องบันเทิง ราคา 200 บาท นาน 30 วัน
2. แพ็คเกจสปอร์ต 4 ช่องกีฬา ราคา 300 บาท นาน 30 วัน 3. แพ็คเกจคอมโบ 4 ช่องบันเทิงและ 4 ช่องกีฬา ราคา 400 บาท นาน 30 วัน และ 4.แพ็คเกจซูเปอร์คอมโบ 4 ช่องบันเทิง 4 ช่องกีฬา ราคา 3,600 บาท นาน 1 ปี ซึ่งแพ็คเกจดังกล่าวลูกค้าสามารถเลือกได้ด้วยตัวเองผ่านบัตรเติมช่องทั้ง 4 แพ็คเกจ นอกจากนี้บริษัทจะยังคงเดินหน้าพัฒนาคอนเทนท์ใหม่ๆ และดำเนินการซื้อคอนเทนท์ที่มีคุณภาพจากต่างประเทศเข้ามาให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพราะกลยุทธดังกล่าวถือเป็นจุดเด่นของบริษัท ซึ่งหลังจากเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องคาดว่าสิ้นปีจะมีรายได้จากธุรกิจดาวเทียมที่ 3,000 ล้านบาท ครอบคลุมงบที่ลงทุน
ขณะที่รายได้ที่มาจากดิจิตอลทีวีปีนี้อาจยังไม่เห็นภาพชัดเจน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นคาดว่าจะเริ่มเห็นรายได้ใน 23 ปีหลังจากนี้
อย่างไรก็ตามจากการขยายตัวของธุรกิจบอร์ดแคชที่เติบโตอย่างต่อเนื่องคาดว่าในอีก 35 ปีจะมีสัดส่วนรายได้เพิ่มเป็น 50% ของรายได้รวมแกรมมี่จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 20%







