
สงครามค่าเงินระอุจับตาราคาทอง...กระฉูด!
หนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงทักท้วงกันมาโดยตลอด และเริ่มทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
หนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงทักท้วงกันมาโดยตลอด และเริ่มทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมา คือ กรณีที่ประเทศเสาหลักทางเศรษฐกิจของโลกเดินหน้าใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน เพื่อกดค่าเงินสกุลเงินของตัวเองให้ต่ำลง
และกลายเป็นประเด็นหลักสำคัญที่บรรดาผู้นำหรือผู้แทนจาก 20 ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือ จี20 จะนำมาถกเถียงกันอย่างดุเดือดในการประชุมประจำปี ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์นี้
เพราะแม้เจตนาจะมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจและการเติบโตภายในประเทศ ด้วยการเพิ่มความได้เปรียบของภาคส่งออก ลดการขาดดุลการค้า ทว่าผลข้างเคียงอย่างแรงของการใช้มาตรการดังกล่าวก็คือการที่ประเทศพันธมิตรคู่ค้าเสียเปรียบจนกระเทือนเสถียรภาพและเศรษฐกิจการเติบโตของตัวเอง จนนักวิเคราะห์ทั่วโลกหวั่นใจว่าจะเกิด “สงครามค่าเงิน” ภายในปี 2556 นี้
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ขณะที่บรรยากาศการค้าการลงทุนของโลกมีแนวโน้มระอุด้วยสงครามค่าเงิน นักวิเคราะห์และนักลงทุนอีกส่วนหนึ่งเริ่มเล็งเห็นและคาดการณ์ไว้เรียบร้อยแล้วว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้ “ทองคำ” ปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างแน่นอน
เพราะในสถานการณ์ที่เงินล้นตลาดสภาพคล่องมากเกิน และมูลค่าของเงินสกุลหลักซึ่งนิยมใช้เป็นทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศลดน้อยถอยลง โลหะที่มีมูลค่าในตัวเองอย่าง ทองคำ ย่อมเป็นที่ต้องการมากกว่าในฐานะหลักประกันและแหล่งพักเงินที่ปลอดภัย
แพทริก อาร์มสตรอง ผู้จัดการจากบริษัทด้านการลงทุนอาร์มสตรอง อินเวสต์เมนต์ซึ่งเริ่มขยับพื้นที่เปิดทางให้กับการลงทุนในทองคำแล้ว ตั้งข้อสังเกตง่ายๆ ว่าเมื่อใดก็ตามที่โลกแวดล้อมไปด้วยข่าวร้ายมากมาย ราคาทองคำมักจะอยู่ในระดับดีเสมอ
หรือหมายความว่า แม้ราคาทองคำในตอนนี้จะปรับลดลงเรื่อยๆ แต่ราคาของทองคำจะปรับขึ้นแน่นอน เหมือนที่เคยทำสถิติสูงสุดมาแล้วในช่วงเดือน ก.ย. 2554 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1,920 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งเป็นช่วงที่สถานการณ์หนี้สาธารณะของกลุ่มยูโรโซนเลวร้ายหนัก จนผลักดันให้นักลงทุนแห่ซื้อทองคำเพื่อเป็นหลักประกันอย่างล้นหลาม
ทั้งนี้ ราคาทองคำในขณะนี้ ล่าสุดที่การซื้อขายเมื่อวันที่12 ก.พ. ทำสถิติต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยลดลงมาอยู่ที่ 1,642 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่การซื้อขายทองคำล่วงหน้าสัญญาส่งมอบในเดือน เม.ย. ปรับลดลงมาอีก 0.1% ที่ 1,648.70 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ในตลาดโคเม็กซ์ นิวยอร์ก และทำสถิติต่ำสุดในรอบ5 สัปดาห์ที่ผ่านมา
เหตุผลก็เพราะสัญญาณปัจจัยบวกการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐ เช่น การส่งออกที่เพิ่มขึ้น ตัวเลขการขาดดุลที่ลดลง เช่นเดียวกับจีนและญี่ปุ่น ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เกิดความเชื่อมั่นที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดเพิ่มมากขึ้น แทนที่การถือครองทองคำซึ่งไม่มีผลตอบแทนที่ตอบโจทย์กับนักลงทุนมากนัก
ทว่า สถานการณ์ข้างต้นก็ยังไม่สามารถวางใจได้แน่นอน เนื่องจากเป็นผลลัพธ์ของมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐที่ออกมาชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ได้เกิดจากความเคลื่อนไหวจากภาคเศรษฐกิจจริง รวมถึงปริมาณความต้องการบริโภคสินค้าภายในตลาดที่ยังคงอ่อนแรงอยู่
ยิ่งเมื่อแนวโน้มการประชุมจี20 ซึ่งเป็นการประชุมที่มักจะสะท้อนให้เห็นภาพรวมของเศรษฐกิจในปีนั้นๆ ระบุชัดว่า หลายประเทศทั่วโลกมุ่งสนใจกับนโยบายค่าเงินที่ทำให้กลไกอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศบิดเบือนมากขึ้นก็ยิ่งทำให้นักลงทุนและนักกลยุทธ์ส่วนใหญ่ค่อนข้างเชื่อมั่นว่า ไม่ควรเพิกเฉยมองข้ามต่อทองคำโดยเด็ดขาด
ไมเคิล วิดเมอร์ นักกลยุทธ์ด้านตลาดแร่โลหะจาก BofA เมอร์ริล ลินช์ โกลบอล รีเสิร์ช กล่าวว่า ความผันผวนของราคาทองคำที่อยู่ในช่วงขาลงจะเป็นไปในระยะสั้นมากกว่าระยะยาว โดยราคาทองคำมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นหลังจากที่นโยบายกดค่าเงินของประเทศต่างๆ เริ่มออกฤทธิ์
“ขณะนี้ตลาดกำลังขาดแรงผลักดันสำคัญในการซื้อทองคำ และผมจะไม่แปลกใจเลยหากราคาทองจะลดลงไปอีกสัก 100 เหรียญสหรัฐ เหตุผลง่ายๆ เลยก็คือ เราส่วนใหญ่ต่างคิดตรงกันว่าน่าจะได้เห็นการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมากขึ้นสักเล็กน้อย” วิดเมอร์ กล่าว
ทั้งนี้ สิ่งที่นักกลยุทธ์ส่วนใหญ่รวมถึงวิดเมอร์คาดการณ์ไว้ตรงกันก็คือว่า ราคาทองคำมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังโดยปรับขึ้นประมาณ250-300 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ จากราคาในปัจจุบัน โดยเป็นผลมาจากการที่หลายประเทศน่าจะยังคงดำเนินนโยบายลดค่าเงินของตัวเองต่อไป
และเงินสกุลสำคัญที่น่าจับตามองก็คือ“เงินเยน” เพราะหลายฝ่ายระบุชัดเจนว่า หากเงินเยนยังคงอ่อนต่อเนื่อง บรรดาธนาคารกลางต่างๆ ในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะภายในภูมิภาคเอเชียย่อมไม่ยอมนิ่งเฉยดูดายปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปตามยถากรรมของกลไกตลาดแน่นอน
และทันทีที่ประเทศต่างๆ เริ่มเข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน ทุนสำรองระหว่างประเทศย่อมปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารกลางเหล่านั้นต้องเพิ่มความหลากหลายให้กับทุนสำรองของตัวเองเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยแทนที่จะถือครองแต่เงินสกุลเหรียญสหรัฐอย่างเดียว ธนาคารกลางต่างๆ ก็จะหันเข้าหาทองคำมากขึ้น เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ แม้ผู้นำหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคยุโรป ซึ่งกำลังทุกข์หนักกับค่าเงินยูโรที่แข็งค่าขึ้นเพราะเงินเหรียญสหรัฐและเงินเยนอ่อนค่าลง จะพยายามออกมาทัดทานนโยบายการลดค่าเงินอย่างเต็มที่ พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมกันปฏิรูประบบการเงินให้มีประสิทธิภาพเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดกับตลาดการค้าระหว่างประเทศ โดยมีหลายประเทศในเขตเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น บราซิล ขานรับ
ทว่า เมื่อต้องเลือกระหว่างระบบกลไกตลาดที่เท่าเทียมกับความอยู่รอดของประเทศ ไม่ต้องเฉลยก็ย่อมเห็นได้ชัดเจนแล้วว่า ประเทศส่วนใหญ่จะเลือกข้อไหน เห็นได้จากการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นเพิ่งจะประกาศคงการซื้อพันธบัตรรัฐบาลในปีหน้าต่อไป
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากปลายปีนี้โลกจะได้เห็นราคาทองคำทำสถิติสูงสุดอีกครั้ง







