posttoday
นโยบายการเงินผงาด

นโยบายการเงินผงาด

02 เมษายน 2553

จากนี้ไปจึงควรจับตานโยบายการเงินของ ธปท.ให้ดีว่า จะยืดหยุ่นกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองอย่างไร

จากนี้ไปจึงควรจับตานโยบายการเงินของ ธปท.ให้ดีว่า จะยืดหยุ่นกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองอย่างไร

โดย...ทีมข่าวการเงิน

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า ปัญหาทางการเมืองยืดเยื้อไม่จบสิ้นในเร็วๆ นี้แน่นอน เพราะรัฐบาลและกลุ่มคนเสื้อแดงยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการเจรจากันได้ ในข้อเรียกร้อง “ยุบสภา” เมื่อไหร่ดี

ฉะนั้น การจะคาดหวังให้รัฐบาลใช้นโยบายการคลังเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจได้มากเหมือนในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาคงจะเป็นไปได้ยาก เพราะรัฐบาลไม่มีเวลามากพอที่จะมานั่งพิจารณาโครงการลงทุนใหญ่ๆ หรือเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจโดยขับเคลื่อนจากภายในได้

โดยเฉพาะการท่องเที่ยวนั้น บักโกรกอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่กลุ่มคนเสื้อเหลืองบุกยึดสนามบิน

นโยบายการเงินผงาด

ดังนั้น หากจะหวังให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อไป ก็ชัดเจนแล้วว่าจะต้องหวังพึ่งการส่งออกเป็นธงนำ เพราะมีสัดส่วนคิดเป็น 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทย
และเมื่อธงนำได้เปลี่ยนแปลงจากการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน มาเป็นการส่งออก แน่นอนว่าปัญหาของเศรษฐกิจก็จะกลับมาในเรื่องเดิมๆ ก็คือ การที่ผู้ส่งออกเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลค่าเงินให้มีเสถียรภาพ

เมื่อนโยบายการคลังสิ้นมนต์ขลัง การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจก็จะเทกลับมาที่นโยบายการเงิน ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้ดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะเรื่อง ดอกเบี้ย ค่าเงินบาท จะมีบทบาทมากต่อการพยุงเศรษฐกิจ

หากดูสถิติที่เอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลค่าเงินบาทว่าจะแข็งค่ามากเกินไปจนเป็นปัญหาต่อการส่งออกนั้นจะเกิดขึ้นเป็นระยะ และต้องยอมรับว่าตลอดปีกว่าที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่า 10% เพราะมีเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ แต่ก็ไม่ได้แข็งค่าอย่างน่าเกลียด เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งการค้าอื่นๆ

ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกทำให้เงินทุนไหลบ่าเข้ามาในประเทศเกิดใหม่ เพื่อแสวงหากำไรทดแทนตลาดของเจ้าเศรษฐกิจโลกอย่าง สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่เจอวิกฤตซับไพรม์ถล่มอย่างไม่เป็นท่า

กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยฝ่ายเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทที่เหมาะสมอยู่ที่ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ เป็นระดับที่ดีกับทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้า โดยพิจารณาจากตะกร้าเงินที่เปรียบเทียบกับค่าเงินของประเทศที่เป็นคู่ค้าของไทย ไม่ได้พิจารณาเปรียบเทียบเฉพาะกับค่าเงินเหรียญสหรัฐเท่านั้น เพราะสหรัฐไม่ได้เป็นคู่ค้าประเทศเดียวของไทย

“35 บาท/เหรียญสหรัฐ อยู่บนสมมติฐานที่ค่าเงินของประเทศอื่นๆ อยู่ในระดับปัจจุบันด้วย ถ้าค่าเงินประเทศคู่ค้าขยับขึ้น ค่าเงินบาทก็ควรขยับขึ้นไปด้วย” กอบสิทธิ์ กล่าว
สำหรับอัตราค่าเงินบาทที่ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ ดูจะเป็นอัตราที่อ่อนค่ากว่าระดับปัจจุบันอยู่ที่ 32-33 บาท/เหรียญสหรัฐ และโอกาสความเป็นไปได้ที่จะอ่อนไปถึง 35 บาท/ เหรียญสหรัฐดูจะยาก

กอบสิทธิ์ อธิบายว่า เพราะโครงสร้างการนำเข้าส่งออกบิดเบี้ยว ปัจจัยหลักเกิดจากฐานภาษี ปัจจุบันการนำเข้าของไทยอยู่ในระดับต่ำมาก ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลค่อนข้างมาก ค่าเงินบาทจึงแข็งค่ากว่าที่ควรจะเป็น

กอบสิทธิ์ กล่าวว่า สาเหตุสำคัญๆ เกิดจากการเก็บภาษีนำเข้าสูง แม้ภาษีบางประเภทอาจจะดูว่าได้รับการปรับลด เช่น สินค้าบางประเภทเสียภาษีศุลกากรน้อยลง แต่กลับต้องเสียภาษีสรรพสามิตแพงขึ้น ไม่ต้องดูอื่นไกล น้ำส้มในห้างสรรพสินค้า รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคอีกหลายรายการ คนไทยต้องบินไปซื้อของที่ต่างประเทศ เพื่อซื้อเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสินค้าที่ถูกกว่าในประเทศ เท่านี้ผู้ประกอบการไทยก็แพ้ตั้งแต่ต้น การจับจ่ายใช้สอยของคนในประเทศไม่คึกคัก

ขณะเดียวกัน ภาษีนำเข้าที่สูง ทำให้การนำเข้าเครื่องจักร หรือวัตถุดิบเพื่อขยายโรงงานและการผลิตยังต่ำ ยิ่งเมื่อเจอกับความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้ทุกคนหวาดกลัว ไม่มั่นใจ การนำเข้ายิ่งไม่กระเตื้อง สวนทางกับหลักการที่ว่า ถ้าค่าเงินบาทแข็ง การนำเข้าจะสูง

“โครงสร้างภาษีของไทยไม่ได้ปรับมานานมากแล้ว ในขณะที่เงินเฟ้อปรับสูงขึ้น แต่ภาษียังคงที่เป็นตัวฉุดให้รายได้ กำลังการจับจ่ายของคนลดลง เราไม่รู้หรอกว่า ฐานภาษีที่เหมาะสมอยู่ที่เท่าไหร่ แต่ก็ต้องลองปรับ ไม่ลองไม่รู้” กอบสิทธิ์ กล่าว

คำถามคือ วันนี้การแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทเป็นหน้าที่ของนโยบายการเงินแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ เพราะนโยบายการคลังมีบทบาทมากกว่าที่คิด

กอบสิทธิ์ เชื่อว่า ที่ผ่านมา ธปท.ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดีที่สุดเท่าที่กฎหมายจะเอื้อให้ คือ การดูแลค่าเงินบาทผ่านการแทรกแซงและผ่านนโยบายการเงิน แต่อยากให้กระทรวงการคลังเข้ามาช่วยอีกแรงผ่านโครงสร้างภาษี

“อยากให้ ธปท.แทรกแซงค่าเงินบาทจากเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น ที่เข้ามาในตลาดทุนของไทย เพราะเป็นเงินร้อนเข้าเร็วออกเร็ว แต่ถ้าค่าเงินบาทแข็งค่าจากการส่งออกดีขึ้น รายได้ของผู้ส่งออกมากขึ้น จึงนำเงินเหรียญสหรัฐมาแลกเงินบาท เงินส่วนนี้ไม่ควรเข้าแทรกแซง ดูดเงินกลับออกไปต่างชาติ เพราะเป็นเงินที่สมควรเก็บไว้ใช้เพื่อพัฒนาประเทศต่อไป เป็นเงินของคนไทย แต่จะทำได้ก็ต้องปรับการนำเข้ากับการส่งออกให้สมดุลเสียก่อน” กอบสิทธิ์ กล่าว

นอกจากค่าเงินบาทจะมีบทบาทมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว อัตราดอกเบี้ยก็มีผลเช่นกัน ซึ่ง ธปท.ก็ส่งสัญญาณตลอดมาว่า ดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น

หากเศรษฐกิจภายในเริ่มที่จะชะลอตัว เพราะความไม่แน่นอนทางการเมือง ก็น่าจะชัดเจนว่าคงไม่มีใครอยากเห็นดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น เพราะจะเป็นภาระหนักกับผู้ประกอบการรายย่อย หรือเอสเอ็มอี และประชาชนที่กู้เงินซื้อบ้าน

สุรชัย จิตตรัตน์เสนีย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า คาดว่าในไตรมาส 2 การเติบโตสินเชื่อลูกค้ารายย่อยจะลดลงจากไตรมาสแรก เนื่องจากอารมณ์และความต้องการสินเชื่อของลูกค้ารายย่อยขณะนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์บ้านเมืองด้วย โดยในไตรมาสแรกสินเชื่อรายย่อยที่เติบโตได้ดีมาจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลัก เพราะรัฐบาลจะหมดอายุมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์

เมื่อสินเชื่อไม่สามารถขยายตัวได้ดีเท่าเดิม หากดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น ความเสี่ยงจะเกิดหนี้เสียก็มีมากขึ้น

จากนี้ไปจึงควรจับตานโยบายการเงินของ ธปท.ให้ดีว่า จะยืดหยุ่นกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองอย่างไร สมกับที่ กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ที่ยืนยันว่า นโยบายการเงินและนโยบายการคลังจะต้องเดินไปด้วยกันให้ได้ แม้จะมีเป้าหมายต่างกัน

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน