posttoday
เครดิตเรตติ้งมะกันระส่ำโลกหมดศัทธา ฟื้นเชื่อมั่นวิกฤต

เครดิตเรตติ้งมะกันระส่ำโลกหมดศัทธา ฟื้นเชื่อมั่นวิกฤต

13 กุมภาพันธ์ 2556

การยื่นเรื่องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) กว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

การยื่นเรื่องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) กว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.5 แสนล้านบาท) ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ในข้อหาปั่นเครดิตอนุพันธ์ทางการเงินที่อิงกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ เมื่อไม่นานมานี้ นอกจากจะแสดงให้เห็นความเอาจริงเอาจังของทางการสหรัฐในการป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการเงินซ้ำสองแล้ว

การกระทำดังกล่าวยังกลายเป็นตัวจุดชนวนที่ทำให้เกิดความเคลือบแคลงต่อสถานะและบทบาทความสำคัญของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา

เพราะในขณะที่บริษัทจัดอันดับเครดิตต้องเป็นกลาง ปราศจากอคติ และให้อันดับบริษัท อนุพันธ์ หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ โดยอิงจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพื่อให้นักลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ถูกต้อง ทว่าวิกฤตการเงินที่ผ่านมา สถาบันเครดิตเรตติ้งเหล่านี้กลับเลือกให้อันดับสูงๆ เพื่อเอาใจลูกค้าที่มุ่งหวังให้ผลิตภัณฑ์ของตนขายดี โดยมองข้ามข้อบกพร่องสำคัญบางอย่างไปจนทำให้เกิดความเข้าใจผิด

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การกระทำของเครดิตเรตติ้ง หรือในกรณีของเอสแอนด์พีในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเข้าข่ายหลอกลวงนักลงทุน เนื่องจากคิดหวังแต่จะได้งานจัดเครดิตผลิตภัณฑ์ทางการเงินมากๆ เพื่อกอบโกยรายได้เข้ากระเป๋ามากกว่าคำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการจัดเรตติ้งของตนเอง กระทั่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปี 2550 ในที่สุด

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า ก่อนหน้าเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2550 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างเอสแอนด์พี มูดี้ส์ และฟิทช์ เรทติ้งส์ ต่างได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยเป็นอย่างมาก แถมยังถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน

เรียกได้ว่าเป็นคัมภีร์การลงทุนของนักลงทุน โดยหากสถาบันเหล่านี้ให้เครดิตอนุพันธ์ใดในระดับสูงที่ AAA, AA+, A เหล่านักลงทุนจะเข้าไปลงทุนในอนุพันธ์นั้นๆ ทันทีโดยไม่เสียเวลาคิดตั้งคำถามสงสัยใดๆ

ยืนยันได้จากการซื้อขายตราสารหนี้ในช่วงก่อนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2547-2550 ที่ขณะนั้นถือเป็นนาทีทองสำหรับธนาคารและวาณิชธนกิจต่างๆ ของสหรัฐในการออกตราสารหนี้ที่อิงกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ หรือที่เรียกว่าซับไพรม์กันอย่างคึกคักจนทำให้เกิดปัญหาฟองสบู่ตามมา

แต่แทนที่นักลงทุนจะพิจารณาข้อมูลความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แนวโน้มการลงทุนส่วนใหญ่ของนักลงทุนทั้งรายย่อยและสถาบันขนาดใหญ่ต่างให้ความสำคัญที่การจัดอันดับของตราสารหนี้นั้นๆ ที่สถาบันจัดอันดับอย่างเอสแอนด์พีจัดไว้ให้

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแม้แต่น้อยที่เพียงไม่นานหลังจากเกิดวิกฤตฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์แตก จะมีรายงานข่าวการล้มละลายของนักลงทุนรายใหญ่รายเล็กเต็มไปหมด เพราะตราสารหนี้ที่มีความน่าเชื่อถือในอันดับต้นๆ จากการจัดอันดับของเอสแอนด์พีอยู่ในสภาพล้มระเนระนาดและผิดนัดชำระหนี้ และร้อนถึงรัฐบาลสหรัฐที่ต้องควักเงินออกมาช่วยเหลือ

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จากหลายสำนักชี้ว่า ผู้ที่ต้องมีส่วนรับผิดชอบกับวิกฤตที่เกิดขึ้น ก็คือสถาบันจัดอันดับเหล่านี้ เนื่องจากในช่วงเวลาที่ฟองสบู่ใกล้แตกเต็มที เอสแอนด์พีก็ยังคงเดินหน้าจัดอันดับให้บรรดาสินเชื่อซับไพรม์อยู่ในระดับเยี่ยม เพื่อให้ลูกค้าในฐานะผู้ออกตราสารสามารถทำรายได้เข้ากระเป๋าได้มากๆ ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้ของเอสแอนด์พีเอง จนนักลงทุนเข้าใจผิดและมองข้ามมูลค่าที่แท้จริง รวมถึงความเสี่ยงของตราสารเหล่านั้นไป

และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอีกเช่นกันที่เมื่อพลิกสำนวนฟ้องขึ้นมาพิจารณาแล้วจะพบว่า มีเจ้าทุกข์ของเอสแอนด์พีมากมาย เฉพาะที่ตัวแทนของภาครัฐก็มีรวมกันทั้งสิ้นถึง 13 รัฐ

สำหรับหลักฐานที่ยืนยันว่าเครดิตเรตติ้งเหล่านี้ทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง คือ รายได้ของบริษัทในอุตสาหกรรมการจัดอันดับ ทั้ง เอสแอนด์พี มูดี้ส์ และฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางกับรายได้ของนักลงทุนที่หดหาย โดยสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า หลังจากมรสุมวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2554 เอสแอนด์พีและบริษัทแม่อย่างแมคโกรว์ฮิลล์ ยังสามารถทำรายได้สูงถึง 911 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.73 หมื่นล้านบาท) ขณะที่ในปี 2555 มูดี้ส์มีรายได้สูงถึง 690 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.07 หมื่นล้านบาท)

ข้อมูลข้างต้นจึงคล้ายตอกย้ำให้สหรัฐตระหนักชัดว่าสถาบันจัดอันดับเหล่านี้มีความสำคัญมากเพียงใดต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและของโลก รวมถึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่รัฐบาลจะต้องเร่งปฏิรูประบบการจัดอันดับเครดิตเสียใหม่เพื่อให้สถานะและบทบาทของบริษัทจัดอันดับเหล่านี้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

เจฟฟรีย์ แมนน์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ยอมรับว่า การเดินหน้าฟ้องร้องเอาผิดและเรียกค่าเสียหายจากเอสแอนด์พี ซึ่งน่าจะรวมถึงบริษัทอื่นๆ ในอนาคต ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะจัดการแก้ไขความผิดพลาดในระบบเครดิตเรตติ้งของประเทศได้

เพราะปัญหาของอุตสาหกรรมการจัดอันดับเครดิตที่ต้องแก้ไขให้ลุล่วงให้ได้ก็คือ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ต้องเลือกระหว่าง 1) รายได้และความอยู่รอดทั้งขององค์กรและของลูกค้า กับ 2) สถานะหน้าที่ที่ต้องรักษาความน่าเชื่อถือของบริษัทต่อสังคมโดยรวม

สำหรับความพยายามในการจัดการปัญหาข้างต้นของสหรัฐ มีตั้งแต่การที่หน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ของประเทศเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาเพื่อให้มีอำนาจในการว่าจ้างให้บริษัทเครดิตเรตติ้งเหล่านี้ ทำหน้าที่จัดอันดับผลิตภัณฑ์ทางการเงินโดยไม่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกค้า ไปจนถึงการเปิดช่องทางด้านกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อให้นักลงทุนสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับบริษัทเครดิตเรตติ้งเหล่านี้ได้ หากเห็นว่ามีการนำเสนอข้อมูลที่ชักจูงไปในทางที่ทำให้เข้าใจผิด

ทว่าปัญหาที่น่าหนักใจต่อมาก็คือการตกลงกันในรายละเอียดปลีกย่อยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเอสแอนด์พี มูดี้ส์ และฟิทช์ เรทติ้งส์ ซึ่งยังคงไม่มีความคืบหน้าใดๆ นับตั้งแต่ที่มีการเริ่มพูดคุยอย่างจริงจังในช่วงปี 2553

กลายเป็นประเด็นลากยาวที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญพร้อมใจลงความเห็นว่าคงไม่มีทางจบได้ในเร็ววัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป้าหมายของรัฐบาลสหรัฐไม่ได้จบอยู่เพียงแค่การเอาผิด แต่อยู่ที่การจัดอันดับเครดิตทั้งระบบให้เป็นที่น่าเชื่อถือของทั้งภายในและภายนอกประเทศอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง