posttoday
100 ปีกฏหมายประกันภัยไทย กับศตวรรษต่อไปแห่งการเปิดเสรี? (จบ)

100 ปีกฏหมายประกันภัยไทย กับศตวรรษต่อไปแห่งการเปิดเสรี? (จบ)

02 เมษายน 2553

...สรชน บุญสอง

...สรชน บุญสอง

 

2.ผู้ถือหุ้นสัดส่วนไทยตาม พ.ร.บ. ประภันภัยฯ

ตาม พ.ร.บ.ประกันภัยฯ ที่แก้ไขใหม่ในปีพ.ศ. 2551 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาการถือหุ้นในสัดส่วนของคนไทย (โดยหลักคือ เกินกว่า 75%) ว่าการจะนับหุ้นที่จะถือเป็นสัดส่วนไทยได้จะต้องเป็นผู้ถือหุ้นที่เป็น “บุคคลธรรมดา” หรือ “ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทย” หรือ “บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นข้างมากและไม่เกินลำดับชั้นการถือหุ้นที่ 2 เป็นบุคคลธรรมดาหรือห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทย” (คนไทย) ซึ่งการกำหนดในลักษณะดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดอัตราส่วนการถือหุ้นได้เข้มงวดที่สุดในกฎหมายไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน และเมื่อคิดวิเคราะห์หาเหตุผลเบื้องหลังก็ยังไม่เห็นประโยชน์ที่จะเกิดต่อธุรกิจประกันภัยแต่ประการใด

หลักเกณฑ์ดังกล่าวรังแต่จะเป็นอุปสรรคเสียด้วยซ้ำ เช่น คนไทยในลักษณะดังกล่าวอาจไม่สามารถให้การสนับสนุนเงินทุนแก่บริษัทประกันภัยได้อย่างพอเพียงและทันท่วงที เมื่อยามที่บริษัทประกันต้องการเงินทุนเพื่อจะใช้ในการประกอบธุรกิจ นอกจากนี้หลักเกณฑ์ดังกล่าวยังเป็นอุปสรรคต่อบริษัทที่มีความพร้อมทางการเงินและมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทยแท้ตามกฎหมายอื่นทุกประการ แต่ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทประกันภัยเพียงเพราะบริษัทเหล่านี้ไม่มีบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.ประกันภัย พ.ศ. 2551 ถือหุ้นในลำดับชั้นการถือหุ้นที่ 1 และ/หรือ 2 เกินกว่า 50% เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือกองทุนที่มีความสามารถในการให้เงินทุนสนับสนุนธุรกิจ เป็นต้น ผู้เขียนจึงเห็นว่ากฎเกณฑ์ในเรื่องนี้ควรที่จะได้รับการแก้ไขโดยเร็ว

3.การควบรวมกิจการ/การโอนธุรกิจประกันภัย

แม้ว่าทางภาครัฐได้มุ่งส่งเสริมให้บริษัทประกันภัยมีการรวมธุรกิจกัน ไม่ว่าในลักษณะการควบรวมกิจการแบบ 1+2 เป็น 3 หรือการโอนธุรกิจจากบริษัทประกันภัยหนึ่งไปยังอีกบริษัทประกันภัยอีกแห่งหนึ่ง เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งแก่สถานะของบริษัทและลดจำนวนของบริษัทประกันภัยในตลาดก็ตาม แต่ตาม พ.ร.บ.ประกันภัย พ.ศ. 2551 ยังขาดกลไกทางกฎหมายตลอดจนหลักเกณฑ์รายละเอียดที่จะเอื้ออำนวยต่อการรวมธุรกิจประกันภัยที่ควรจะเป็น ซึ่งก่อเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เช่น การโอนเงินสำรองที่วางไว้กับนายทะเบียนต้องทำอย่างไร การโอนธุรกิจถือว่าเป็นการโอนหน้าที่ซึ่งบริษัทประกันภัยจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยหรือไม่ หรือการโอนสิทธิและหน้าที่อื่นๆ จะทำอย่างไร เป็นต้น

ในการนี้ผู้เขียนขอยกตัวอย่างการควบรวมกิจการของประเทศฮ่องกงที่มีกระบวนการเอื้ออำนวยต่อการดำเนินการ กล่าวคือ การควบรวมกิจการของบริษัทจะต้องมีกระบวนทางศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งบริษัทที่จะทำการควบรวมอาจขอให้ศาลสั่งยกเว้นการดำเนินการบางอย่างได้ ซึ่งหากเรานำหลักการที่สามารถขอให้ศาลหรือหน่วยงานที่กำกับดูแล เช่น คปภ. มีอำนาจยกเว้นการดำเนินการบางอย่างที่เป็นอุปสรรคในทางปฏิบัติมาไว้ในกฎหมายของเรา ก็อาจจะช่วยส่งเสริมให้บริษัทประกันภัยไทยดำเนินการควบรวมกิจการกันมากขึ้นก็เป็นได้

ใน 12 ปีข้างหน้าจึงเป็นช่วงเวลาที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า บรรดาบริษัทประกันซึ่งมีประมาณ 100 แห่งในประเทศไทย จะมีท่าทีอย่างไรต่อการควบรวมกิจการ เพื่อความอยู่รอดกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น และเกณฑ์การกำกับดูแลของ คปภ. ที่เข้มงวดขึ้นเป็นลำดับ เราคงไม่อยากเห็นบริษัทประกันต้องล้มละลายเพิ่มขึ้น เพราะจะกลายเป็นภาระของหน่วยงานรัฐและเป็นอันตรายต่อประชาชนผู้ซื้อประกัน หากผู้ประกอบการเรียนรู้ที่จะปรับตัวอย่างรวดเร็วในการควบรวมกิจการในห้วงเวลาที่เหมาะสมแล้ว ก็จะเป็นการลดภาระของภาครัฐและเป็นผลดีต่อประชาชนผู้ซื้อประกันโดยรวมด้วย

จากที่กล่าวมาผู้เขียนเห็นว่า หากสิ่งเหล่านี้ได้รับการแก้ไขและปรับปรุงไปในทิศทางที่เหมาะสม ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาธุรกิจประกันภัยของประเทศ อีกทั้งจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจประภันภัยให้เข้าสู่ศตวรรษที่ 2 ด้วยความพร้อมต่อการแข่งขันและมีมาตรฐานที่ทัดเทียมกับนานาประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเป้าหมายทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท