posttoday
การฟื้นฟูภิกษุณีสงฆ์ในศรีลังกา (3)

การฟื้นฟูภิกษุณีสงฆ์ในศรีลังกา (3)

12 กุมภาพันธ์ 2556

ในการบวชภิกษุณีนั้น จะต้องกระทำให้ครบ 2 ขั้นตอน คือ 1) บวชโดยภิกษุณี และ 2) บวชโดยภิกษุสงฆ์ ฉะนั้นสิ่งแรกที่จะต้องกระทำ คือ จะต้องหาพระภิกษุที่ยินดีรับมาเป็นประธานในพิธีบวช ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของศรีลังกา ในการนี้ท่านกุสุมาและคณะเห็นพ้องต้องกันว่า ท่านมปัลกัม วิปุลสาระ เถโร ประธานสถาบันปรมัตถธรรมเจติยะปริเวณะ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาสำหรับพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในศรีลังกา เหมาะสมที่จะมาทำหน้าที่อัน “ท้าทาย” นี้ จึงได้ไปอาราธนาท่าน ขณะนั้นท่านวิปุลสาระ เถโร ดำรงตำแหน่งเป็นประธานมหาโพธิสมาคมที่อินเดียด้วย ท่านรับข้อเสนอไว้พิจารณา หลังจากนั้นได้มีการประชุมปรึกษาหารือกันหลายครั้ง ในที่สุดท่านก็รับเป็นประธาน ปัญหาสำคัญเปลาะแรกจึงแก้ได้แล้ว

ในการบวชภิกษุณีนั้น จะต้องกระทำให้ครบ 2 ขั้นตอน คือ 1) บวชโดยภิกษุณี และ 2) บวชโดยภิกษุสงฆ์ ฉะนั้นสิ่งแรกที่จะต้องกระทำ คือ จะต้องหาพระภิกษุที่ยินดีรับมาเป็นประธานในพิธีบวช ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของศรีลังกา ในการนี้ท่านกุสุมาและคณะเห็นพ้องต้องกันว่า ท่านมปัลกัม วิปุลสาระ เถโร ประธานสถาบันปรมัตถธรรมเจติยะปริเวณะ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาสำหรับพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในศรีลังกา เหมาะสมที่จะมาทำหน้าที่อัน “ท้าทาย” นี้ จึงได้ไปอาราธนาท่าน ขณะนั้นท่านวิปุลสาระ เถโร ดำรงตำแหน่งเป็นประธานมหาโพธิสมาคมที่อินเดียด้วย ท่านรับข้อเสนอไว้พิจารณา หลังจากนั้นได้มีการประชุมปรึกษาหารือกันหลายครั้ง ในที่สุดท่านก็รับเป็นประธาน ปัญหาสำคัญเปลาะแรกจึงแก้ได้แล้ว

ปัญหาต่อไป คือ จะต้องหาพระภิกษุณีมาเป็นคณะพระอุปัชฌาย์และพระกรรมวาจาจารย์ หรือพระคู่สวด ซึ่งขณะนั้นมีพระภิกษุณีคณะใหญ่อยู่ใน 3 ประเทศ คือ เกาหลี จีน และไต้หวัน ซึ่งแท้จริงแล้วก็สืบสายมาจากศรีลังกา เพราะตามประวัติศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 537 คณะพระภิกษุณีจากศรีลังกานำโดยท่านเทวสารเถรี เป็นผู้ไปประดิษฐานภิกษุณีสงฆ์ในประเทศจีน จากนั้นภิกษุณีสงฆ์จากจีนจึงแผ่ขยายไปสู่เกาหลีและญี่ปุ่น รวมทั้งได้ไปประดิษฐานอย่างมั่นคงในไต้หวันสืบมาจนปัจจุบัน

ที่มหาโพธิสมาคมที่อินเดียซึ่งท่านวิปุลสาระ เถโร เป็นประธานอยู่ในขณะนั้น มีคณะพระภิกษุณีจากเกาหลีไปศึกษาภาษาอังกฤษอยู่ด้วย จึงได้มีการติดต่อกัน และในที่สุดคณะพระภิกษุณีจากเกาหลีก็พร้อมใจกันรับมาเป็นผู้บวชให้

ยังมีปัญหาสำคัญอีกหลายเปลาะจะต้องแก้ไขต่อไป

ประการแรก สถานที่ที่จะทำพิธีบวช ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าศรีลังกาไม่เหมาะที่จะเป็นสถานที่บวช เพราะแม้ฝ่ายสนับสนุนจะมีมากขึ้นๆ แต่ฝ่ายต่อต้านทั้งพระภิกษุและฆราวาสมีมากกว่ามาก ทุกฝ่ายจึงเห็นพ้องกันเลือกเมืองสารนาถ สาธารณรัฐอินเดีย เป็นสถานที่ทำพิธี เพราะเมืองดังกล่าวคือสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา ด้วยการแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ จนได้ดวงตาเห็นธรรม และพระไตรรัตน์ดวงที่สาม คือ พระสงฆ์ ก็ถือกำเนิดขึ้นที่นั่นเป็นแห่งแรก ที่นั่นมีสถานที่อันเหมาะจะใช้ทำพิธี คือ มหาโพธิสมาคม ที่ท่านอนาคาริกธรรมปาละได้ก่อตั้งและสร้างอาคารสถานที่ไว้ ปัญหาใหญ่ก็คือ อาคารเหล่านั้นมีอายุเก่าแก่กว่าร้อยปี มีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก จะต้องทำการบูรณะให้พร้อมที่จะรับคนที่จะมาเข้าพิธีจำนวนมากจากทั่วโลก ท่านวิปุลสาระ เถโร จึงติดต่อท่าน “มหาภิกษุณี” เจ้าอาวาสวัดเฮอันซา ในเกาหลี ขอความช่วยเหลือ ซึ่งท่านยินดีรับเป็นเจ้าภาพ “โครงการบวชภิกษุณีศรีลังกา” ครั้งนี้ ซึ่งรวมทั้งทุนทรัพย์ในการบูรณะอาคารสถานที่และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในพิธี ปัญหาสำคัญคลี่คลายไปอีกเปลาะ

ประการที่สอง จะต้องคัดเลือกผู้ที่จะมาบวชเป็นพระภิกษุณีรุ่นแรกอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้เป็นที่ศรัทธาและจะได้เป็นคณะพระภิกษุณีที่จะบวชให้กุลธิดาชาวศรีลังการุ่นต่อๆ ไปได้ในอนาคตด้วย ในที่สุดจึงได้มีการประกาศรับสมัคร โดยสอดใบเชิญชวนไปกับหนังสือพิมพ์ มีผู้สมัครเข้ามาราว 200 คน มีการตรวจสอบคุณสมบัติและสัมภาษณ์ในที่สุดเลือกไว้ได้ 9 คน

ประการที่สาม เนื่องจากคณะภิกษุณีที่จะมาบวชให้เป็นชาวเกาหลี จึงจำเป็นจะต้องมีการศึกษาพิธีการต่างๆ ให้เข้าใจชัดเจน และแปลขั้นตอนตามพระวินัยและบทสวดเป็นภาษาสิงหล เพื่อให้ผู้ที่จะบวชเข้าใจอย่างถ่องแท้ในสาระของพิธีกรรม รวมทั้งจะต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ผู้มาร่วมพิธีชาติอื่นๆ มีโอกาสเข้าใจด้วย หน้าที่นี้ตกแก่ท่านกุสุมา ซึ่งจะต้องไปอยู่ที่วัดเฮอันซาเป็นเวลาราว 3 เดือน ศรีลังกาเป็นเมืองร้อน แต่เกาหลีอยู่ในแถบหนาว ช่วงนั้นอากาศหนาวท่านจึงต้องไปเผชิญอากาศอันหนาวเหน็บ ต้องปรับตัวเรื่องอาหารการกิน และข้อสำคัญพระภิกษุณีที่นั่นแทบไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้เลย แต่ท่านก็แก้ปัญหาโดยติดต่อขอคนจากสถานทูตศรีลังกาที่รู้ภาษาเกาหลีมาช่วย จนในที่สุดก็สามารถแปลบทสวดในพิธีเป็นภาษาสิงหลและภาษาอังกฤษเสร็จสิ้น

น่ายินดีที่ ณ วัดเฮอันซา ที่ท่านกุสุมาไปพำนักเพื่อทำหน้าที่สำคัญนี้ เป็นที่ประดิษฐานของแม่พิมพ์ไม้จำนวน 8 หมื่นแผ่น ของพระไตรปิฎกภาษาจีนที่คณะสงฆ์เกาหลีสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 15541630 โดยก่อนหน้านั้นได้สร้างขึ้นแล้วชุดหนึ่ง แต่ถูกเผาทำลายไปโดยกองทัพมองโกลที่เข้าไปรุกราน หลังจากนั้นได้มีการสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. 1779 เสร็จเมื่อปี พ.ศ. 1794 และยังเก็บรักษาไว้ได้จนทุกวันนี้ พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์ครั้งแรกในโลก สร้างขึ้นที่ประเทศจีนในสมัยราชวงศ์สุย แต่แม่พิมพ์สาบสูญไปแล้ว แม่พิมพ์ที่วัดเฮอันซาแห่งนี้เป็นชุดที่สามของโลก แต่เป็นชุดเดียวที่ยังเหลือตกทอดมาถึงปัจจุบัน แผ่นไม้มีการแช่น้ำทะเลถึง3 ปีก่อนนำไปแกะสลักเป็นแม่พิมพ์ ตัวหนังสือทุกตัวสวยงามด้วยศรัทธาอันแรงกล้าและฝีมือที่ยอดเยี่ยม องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาของโลกแล้ว

ทุกอย่างกำลังคืบหน้าไปด้วยดี จู่ๆ ท่านวิปุลสาระ เถโร ก็โทรศัพท์มาแจ้งว่า พิธีการต่างๆ จะต้องยกเลิก เพราะแรงต่อต้านมีมากเหลือเกิน ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังทำท่าจะล่มสลาย ท่านกุสุมาจึงขอร้องให้ท่านพิจารณาทบทวนอีกครั้ง เพื่อ “ช่วยปลดปล่อยสตรีศรีลังกาทั้งมวล” ท่านวิปุลสาระ เถโร พิจารณาแล้วเสนอเงื่อนไขว่าจะรับงานนี้ต่อ ถ้าท่านกุสุมาจะร่วมบวชด้วย ท่านกุสุมาไม่มีทางเลือกอื่น จึงตัดสินใจรับเกือบจะในทันที

แต่ปัญหายังไม่หมด จู่ๆ ทางเกาหลีเกิดสงสัยว่าเงินทองจำนวนมากที่ส่งมาเพื่องานนี้มีปัญหาความไม่โปร่งใส และทำท่าจะถอนการสนับสนุนทั้งหมด จนท่านวิปุลสาระ เถโร ต้องเดินทางไปเกาหลี และมีการ “ปิดห้อง” เจรจาซักฟอกกันถึง 2 ชั่วโมง ความเชื่อมั่นต่างๆ จึงกลับคืนมา และทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันที่จะเดินหน้าต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท