
ต้องรับผิดชอบ
หนี้เสียของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะแก้ไขแบบเช้าชามเย็นชามอีกต่อไปไม่ได้
หนี้เสียของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะแก้ไขแบบเช้าชามเย็นชามอีกต่อไปไม่ได้
หนี้เสียของสองธนาคารรวมกันสูงถึง 8 หมื่นล้านบาท แห่งละ 4 หมื่นล้านบาท โดยในส่วนของเอสเอ็มอีแบงก์มีสัดสูงถึง 40% ของหนี้ทั้งหมด และไอแบงก์มีสัดส่วน 30% ของหนี้ทั้งหมด ซึ่งถือกว่าระบบธนาคารพาณิชย์ที่มีหนี้เสียไม่ถึง 10% ของหนี้ทั้งหมด
หนี้เสียจำนวนมหาศาลทำให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ของเอสเอ็มอีแบงก์ติดลบ 0.95% ขณะที่ไอแบงก์ติดลบสูงถึง 5% ต่ำกว่ามาตรฐานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดไว้ 8.5% ที่ใช้ในการกำกับตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งหากเงินกองทุนติดลบก็จะถูกควบคุมกิจการไม่สามารถดำเนินการธุรกรรมต่อไปได้ เพื่อหยุดความเสียหายกับลูกค้าของธนาคาร
สำหรับแบงก์รัฐเอสเอ็มอีแบงก์ และ ไอแบงก์ นั้น นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ออกมาระบุว่า ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรฐานกำกับดูแลของ ธปท. เพราะเป็นแบงก์รัฐ เงินกองทุนติดลบก็ไม่เป็นไร เพราะจะเสียหายอย่างไรรัฐบาลก็ดูแลผู้ฝากเงินอยู่แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ผิด
การที่รัฐบาลปล่อยให้แบงก์รัฐที่มีความเสียหายถึงขั้นกองทุนติดลบ ยังดำเนินธุรกรรมฝากเงินและปล่อยสินเชื่อต่อไป ก็ไม่ต่างอะไรกับการแจกเงิน เพราะแบงก์ทำไปแล้วเสียหายมากแค่ไหนรัฐบาลอุ้มไว้หมด โดยการนำเงินภาษีมาถมความเสียหายที่เกิดขึ้นให้
นอกจากนี้ การกำกับแบงก์รัฐเป็นการสร้างมาตรฐานสถาบันการเงิน 2 มาตรฐาน ทั้งเทียบกับธนาคารพาณิชย์ต้องถือว่ามาตรการฐานการกำกับของแบงก์รัฐย่ำแย่อย่างที่สุด ทั้งๆ ที่แบงก์รัฐควรจะมีมาตรฐานกำกับที่ดีกว่าแบงก์เอกชน ไม่ใช่อ้างแต่ว่าแบงก์รัฐต้องปล่อยสินเชื่อตามนโยบายทำให้มีความเสี่ยงกว่าธนาคารพาณิชย์
ขณะที่เมื่อเทียบกับการตรวจสอบบริษัทประกันที่กระทรวงการคลังกำกับดูแลเอง ที่ผ่านมาคลังก็เคยเข้าไปควบคุมบริษัทประกันหลายแห่งที่เงินกองทุนติดลบ และให้แก้ไขโดยการลดทุนล้างความเสียหายก่อนที่จะเพิ่มทุน เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีความเข้มแข็งในการดำเนินการธุรกรรมต่อไป
แต่สำหรับเอสเอ็มอีแบงก์ และ ไอแบงก์ ที่ฐานะแย่กว่าบริษัทประกันที่คลังเคยเข้าควบคุมกิจการ กลับยังปล่อยให้ดำเนินธุรกรรมต่อไป ทั้งที่ไม่มีความชัดเจนในการแก้ไขปัญหา และมีแนวโน้มว่าต้องใช้เงินภาษีหลายหมื่นล้านบาทเข้าไปแก้ไขปัญหา
นอกจากนี้ การที่ นายกิตติรัตน์ ออกมาระบุว่า หนี้เสียของแบงก์รัฐทั้งสองแห่งนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เกิดในช่วงรัฐบาลปัจจุบัน
รัฐบาลต้องยอมรับว่าเมื่อเข้ามาบริหารประเทศมีหน้าที่แก้ไขปัญหาทั้งเก่าและใหม่ และรัฐบาลนี้ก็เข้ามาบริหารประเทศกว่า 1 ปีแล้ว มีเวลาที่เข้าไปดูแลแก้หนี้เสียของแบงก์รัฐทั้งสองแห่ง แต่ก็ไม่ได้ทำจนหนี้เสียทั้งเก่าและใหม่ผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก
ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องทบทวนการแก้ไขปัญหาแบงก์รัฐอย่างจริงจังและจริงใจ ตั้งแต่การใช้แบงก์รัฐเป็นแขนขาปล่อยกู้หาเสียงประชานิยม ทำให้แบงก์รัฐเสียหาย
รัฐบาลต้องทบทวนการตั้งกรรมการและผู้บริหารเข้าไปในแบงก์รัฐ ที่มักจะส่งพวกพ้องที่ไม่มีความรู้ความสามารถและเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่สร้างหนี้เสียเสียให้กับเอสเอ็มอีแบงก์และไอแบงก์จำนวนมหาศาลถึงทุกวันนี้
อกจากนี้การแก้ปัญหาก็ต้องเป็นแบบตรงไปตรงมา หากเลี่ยงใช้ยาแรงไม่ได้ก็ต้องใช้ เพื่อรักษาโรคให้ตรงจุดประหยัดเงินภาษีของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรรมการ ปลดผู้บริหาร หรือแม้แต่ควบรวมกิจการ หากทำแล้วดีขึ้นก็ไม่มีเหตุผลที่จะซุกปัญหาไว้อีก
เพราะวันนี้รัฐบาลไม่สามารถท่องแต่คาถาแบงก์รัฐไม่มีปัญหาเจ๊งเสียหายกี่หมื่นกี่แสนล้านไม่เป็นไร รัฐบาลดูแล ไม่ได้แล้ว เพราะเงินที่ใช้แก้ปัญหาเป็นเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ของรัฐบาล







