
ปรับวิธีคิด
ขอถือโอกาสนี้ อวยพรตรุษจีน ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ แด่ผู้อ่านทุกท่าน
ขอถือโอกาสนี้ อวยพรตรุษจีน ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ แด่ผู้อ่านทุกท่าน
จากสัปดาห์ที่แล้ว ที่ผู้เขียนได้พูดถึงการที่ในอนาคตอยากเห็นประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเจริญเติบโตของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นอกจากเรื่องที่รัฐบาลและผู้บริหารกรุงเทพมหานครต้องทำงานให้เข้ากันได้แล้ว เรื่องที่สำคัญอย่างหนึ่งที่อยากเห็น คือ การที่คนในประเทศจะต้องปรับตัวและปรับวิธีคิดในเรื่องต่างๆ โดยอยากให้ทุกคนในประเทศมีแนวคิดในทางเดียวกันว่า อยากให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้า และผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนต้องมาก่อน โดยเฉพาะทางฝั่งการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ไม่ว่าพรรคใดจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติมาก่อนผลประโยชน์ของพรรคหรือของพวกพ้อง เรื่องใดถูกและดีต่อประเทศก็ควรจะสนับสนุน ไม่ใช่ค้านทุกเรื่อง ผู้เขียนจำได้ว่า ในอดีตขณะที่เป็นฝ่ายค้าน ผู้เขียนก็เห็นด้วยและสนับสนุนรัฐบาลขณะนั้นหลายเรื่อง
ในเรื่องนี้ผู้เขียนเองต้องขอชมเชย ท่าน สส.อลงกรณ์ พลบุตร อดีต รมช.พาณิชย์ ในรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่ได้ไปพบกันโดยบังเอิญในงานแห่งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนเองไม่ได้สนิทสนมกับท่านอลงกรณ์มากนัก แถมยังเคยแสดงความเห็นแข่งกันในการหาเสียงหลายเวทีก่อนการเลือกตั้ง ท่านอลงกรณ์ได้กรุณาเดินมาบอกผู้เขียนว่า โดยส่วนตัวแล้วท่านเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการปรับราคาพลังงานให้สะท้อนกับต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งเป็นทิศทางที่ถูกต้องของทุกประเทศทั่วโลก โดยอาจจะช่วยเหลือกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบที่มีรายได้น้อย ท่านบอกกับผู้เขียนว่า ท่านได้ลาออกจากการเป็นรัฐมนตรีพลังงานเงาของพรรคฝ่ายค้าน เพราะไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดของพรรคท่านที่คัดค้านในเรื่องนี้ ท่านเองไม่มีความจำเป็นจะต้องมาเล่าให้ผู้เขียนฟัง แต่เมื่อได้ยินแล้ว ก็อดชื่นชมท่านไม่ได้ และอยากให้ประเทศนี้มีแนวความคิดอย่างนี้กันมากๆ อะไรไม่เห็นด้วยก็คัดค้านกันไป อะไรที่ถูกต้องและเป็นผลดีต่อประเทศก็สนับสนุนกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนพรรคไหน ประเทศไทยก็จะพัฒนาไปยิ่งขึ้นกว่านี้
ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลเท่านั้นที่ควรจะปรับความคิด หน่วยงานต่างๆ ของรัฐก็ควรจะต้องปรับแนวความคิดไปในทางเดียวกัน อย่างเช่นล่าสุด ที่ปรากฏความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย ที่มีความเกี่ยวข้องกันอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้
การที่เงินบาทมีการแข็งค่าอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ สาเหตุมาจากการที่เงินตราต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง เพื่อมาแสวงหาผลกำไรจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่สดใสในภูมิภาคนี้และของประเทศไทย อีกทั้งผลต่างของอัตราดอกเบี้ยของไทยกับอัตราดอกเบี้ยของต่างประเทศที่มีค่อนข้างมาก ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับการส่งออกและการขยายตัวของประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังจะต้องเดือดร้อนในเรื่องนี้ และอยากให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยและควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่ให้แข็งจนเกินไป ทั้งนี้เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบภาพรวมเศรษฐกิจทั้งหมดของประเทศ ตามความเชื่อมั่นที่ประชาชนได้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเข้ามาเกินกึ่งหนึ่งของสภา อีกทั้งในสมัยก่อนที่มีการเลือกตั้ง พรรคก็ได้หาเสียงในเรื่องที่อยากจะเห็นค่าเงินบาทที่อ่อนและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยพัฒนาไปได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง โดยจะต้องไม่ให้เกิดอัตราเงินเฟ้อที่สูงเกินหรือเกิดฟองสบู่จากการเก็งกำไร
ทั้งนี้ หากมองย้อนไปในอดีตจนถึงปัจจุบัน ประเทศที่มีค่าเงินอ่อนจะมีความเจริญทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าประเทศที่มีค่าเงินแข็งมาก เช่น ประเทศญี่ปุ่นเคยรุ่งเรืองมากในอดีต ในขณะที่มีอัตราแลกเปลี่ยนที่ 300 กว่าเยนต่อดอลลาร์ แต่ต่อมาก็ถูกบีบให้มีอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งตัวขึ้นมาเรื่อยๆ ความเจริญทางเศรษฐกิจก็ลดลง จนกระทั่งล่าสุดนี้ประเทศญี่ปุ่นได้ตัดสินใจเลียนแบบประเทศสหรัฐที่ได้ออก QE ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและทำให้ค่าเงินสหรัฐอ่อนตัวลง โดยรัฐบาลญี่ปุ่นพยายามทำให้ค่าเงินเยนอ่อนลง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่ ขาดดุลการค้าครั้งแรกในรอบหลายสิบปี เรื่องนี้เป็นการตัดสินใจอย่างแน่วแน่ของรัฐบาลญี่ปุ่นที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจ แม้จะต้องขัดใจกับผู้ว่าการธนาคารชาติของประเทศญี่ปุ่น โดยผู้ว่าฯ ถึงกับต้องประกาศลาออกไปเลย
ประเทศจีนก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมากจากค่าเงินหยวนที่อยู่ในระดับต่ำ และพยายามรักษาค่าเงินที่ต่ำ ทั้งๆ ที่โดนสหรัฐบีบอยู่ตลอดเวลาให้ปรับค่าเงินหยวนให้สูงขึ้น เพราะรัฐบาลจีนไม่อยากมีชะตากรรมเดียวกับประเทศญี่ปุ่น
การที่อัตราดอกเบี้ยของไทยมีอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศมาก นอกจากจะทำให้เงินต่างประเทศไหลเข้าแล้ว ยังเป็นภาระกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะต้องจ่ายผลตอบแทนในการดูดซับสภาพคล่องในต้นทุนที่สูงขึ้น
ดังนั้น จึงอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้พิจารณาอย่างรอบคอบ และต้องคำนึงถึงแนวทางของรัฐบาลในการดำเนินเศรษฐกิจ อย่าปล่อยให้สายเกินไปจนกลายเป็นเหมือนบางประเทศที่แม้จะลดดอกเบี้ยจนถึง 0% แล้วเศรษฐกิจก็ยังไม่ฟื้น







