
ลีเวอร์ควัก2,800ล้านขยับโรงงานส่งอาเซียน
ลีเวอร์ลงทุน 2,800 ล้าน ขยายโรงงานผลิตสินค้าชนิดน้ำและศูนย์กระจายสินค้า รับคนชั้นกลางโต
ลีเวอร์ลงทุน 2,800 ล้าน ขยายโรงงานผลิตสินค้าชนิดน้ำและศูนย์กระจายสินค้า รับคนชั้นกลางโต
นายบาวเค่อ ราวเออร์ส ประธานกลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ในประเทศไทยและอินโดไชน่า เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทจะใช้งบลงทุน 2,800 ล้านบาท แบ่งเป็นงบ 2,000 ล้านบาท สร้างศูนย์กระจายสินค้าที่ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ คาดว่า จะแล้วเสร็จภายในปีนี้ ส่วนอีก 800 ล้านบาท ขยายพื้นที่โรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง เพื่อเพิ่มกำลังผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนชนิดน้ำ ป้อนในประเทศและตลาดอาเซียนตามยุทธศาสตร์ของกลุ่ม
ทั้งนี้ กลุ่มยูนิลีเวอร์ได้วางยุทธศาสตร์ ทำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในไทย ใช้โมเดลสร้างและพัฒนาตลาดภายใต้ 3 กลยุทธ์หลักคือ 1.การทำให้ผู้บริโภคที่ไม่เคยใช้สินค้าของยูนิลีเวอร์มาใช้ 2.เพิ่มความถี่ของผู้ใช้สินค้าเดิม และ 3.พัฒนาสินค้าและนวัตกรรมใหม่หรือการสร้างเซ็กเมนต์ใหม่ๆ นำเสนอให้กับผู้บริโภค
กลยุทธ์ดังกล่าวเพื่อรองรับกับการที่ประเทศไทยจะก้าวจากประเทศที่กำลังพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนามากขึ้น โดยในปี 2563 สัดส่วนประชากรชนชั้นกลางจะเพิ่มจาก 35% เป็น 90% ของประชากรรวม ซึ่งพบว่าพฤติกรรมคนชั้นกลางมีความซับซ้อน ต้องการสินค้าที่ตอบสนองได้มากขึ้น จากปัจจุบันผู้บริโภคไทยใช้สินค้ายูนิลีเวอร์ 60,400 ครั้งต่อปี หรือ 3 ครั้งต่อคนต่อวัน
การที่ยูนิลีเวอร์ลงทุนต่อเนื่อง เพราะไทยมีปัจจัยบวก 4 ด้านคือ 1.การปรับค่าแรงขั้นต่ำซึ่งเดิมต่ำมากขึ้นเป็นวันละ 300 บาท ส่งผลให้รากหญ้ามีรายได้เพิ่มขึ้น 2.อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ 3.ธุรกิจในประเทศมีศักยภาพและแข็งแกร่ง และ 4.ธุรกิจไทยไม่ได้แข่งขันในประเทศเท่านั้น แต่อยู่ในเวทีโลก
ขณะที่จีดีพีปีนี้ของไทยคาดว่าโต 45% จึงเล็งเห็นว่าเป็นโอกาสของการทำตลาด โดยปัจจัยเสี่ยงในปีนี้สำหรับการทำธุรกิจคือ อัตราเงินเฟ้อ รวมไปถึงแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น
นายราวเออร์ส กล่าวถึงสภาพตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคไทยว่า เริ่มอิ่มตัวหลายแคทิกอรี อาทิ ตลาดแชมพู สบู่ก้อน อัตราการใช้ต่อครัวเรือน 100% ดังนั้นการทำตลาดต้องสร้างนวัตกรรม หรือนำเสนอสินค้าที่เป็นพรีเมียมเพื่อกระตุ้นการใช้ของผู้บริโภค อาทิ การส่งแบรนด์เทรซาเม่ ซึ่งเป็นแชมพูระดับพรีเมียมลงตลาดรวมถึงมองโอกาสขยายฐานกลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้น และสร้างเซกเมนต์ที่มีศักยภาพอย่างสินค้าผู้ชาย
ในช่วง 3 ปีหรือระหว่างปี 25532555 บริษัทดำเนินกลยุทธ์สร้างตลาดและพัฒนา ร่วมกับเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง เริ่มตั้งแต่ตลาดแชมพูที่อิ่มตัว บริษัทจึงหันมาทำตลาดครีมนวด ทรีทเม้นต์ เพราะอัตราการใช้ของครัวเรือนไทย 31% เทียบกับญี่ปุ่น 59% โดยมุ่งกระตุ้นพฤติกรรมผู้บริโภคใช้ครีมนวดทุกครั้ง ส่งผลให้การใช้เพิ่มเป็น 33% และยอดขายครีมนวดผมโต 25% ในปีที่ผ่านมา
หรือกระทั่งการขยายตลาดผลิตภัณฑ์ผู้ชาย กลุ่มแชมพูเคลียร์เมนยอดขายเพิ่มจาก 7% ในปี 54 เป็น 9.9% ในปี 55 และวาสลีน เมน เพิ่มจาก3.3% เป็น 3.8% ส่วนยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์ผู้ชายโต 25% จากเมื่อปีทีผ่านมา และการทำตลาดไอศกรีมแม็กนั่ม ที่ขยายฐานเจาะกลุ่มวัยทำงาน 25ปีขึ้นไป ยอดขายเติบโต 400%
ทั้งนี้จากการดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าว ส่งผลให้ปีที่ผ่านมา บริษัทโต 13% สูงที่สุดรอบ 10 ปี มีรายได้ 4 หมื่นล้านบาท และปีนี้ตั้งเป้าโตเป็นตัวเลขสองหลัก หรือรายได้ทะลุ 4หมื่นล้านบาท และไทยจะเป็นประเทศหนึ่งที่ผลักดันให้รายได้ยูนิลีเวอร์ทั่วโลกในปี 63 กวาด 8 หมื่นล้านยูโร จากในปี2553 เป็น 4 หมื่นล้านบาทยูโร







