
สัญญาณ"ฟองสบู่"มาแล้ว
ความเห็นที่ขัดแย้งของกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ความเห็นที่ขัดแย้งของกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเรื่องของนโยบายดอกเบี้ย จะเป็นปมใหญ่ที่จะเริ่มรุนแรงขึ้นในกลางปีนี้
ที่ต้องเป็นกลางปี ก็เพราะในช่วงเวลานั้นแผนการกู้เงินลงทุนโครงการขนาดใหญ่ 2 ล้านล้านบาท ของรัฐบาลกำลังจะคลอดออกมา
กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ยืนยันว่า รัฐบาลเลือกที่จะกู้เงินในประเทศมากกว่าจะกู้จากต่างประเทศ
ดังนั้น การลดดอกเบี้ยลงก็เท่ากับลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐบาล ทำให้สามารถระดมทุนได้ถูกลง
การถกเถียงเรื่องดอกเบี้ยของ ธปท.กับกระทรวงการคลังนั้น มีแต่การพูดถึงเหตุผลที่ต้องคงดอกเบี้ยสูงเพราะคุมเงินเฟ้อ
แต่ความจริงที่ ธปท.ไม่ได้พูด คือ ธปท.ห่วงสัญญาณของฟองสบู่เศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากการลดดอกเบี้ย เนื่องจากขณะนี้สัดส่วนการออมภาคครัวเรือนลดลง สวนทางกับหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้น
การลดดอกเบี้ยลงอีกจะไล่เงินฝากออกจากระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งน่าเป็นห่วงหากจะไปเพิ่มการบริโภค และการเก็งกำไรในตลาดหุ้น หรือในภาคอสังหาริมทรัพย์
ธปท.ระบุว่า สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของภาคครัวเรือนในปี 2555 เร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 40-50% ของรายได้รวม เทียบกับอดีตอยู่ที่ 30% ขณะที่สัดส่วนที่เหมาะสมคือ 28%
ครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 2.5 หมื่นบาท จะมียอดหนี้คงค้างเกิน 1 เดือนสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาหนี้เสียจะไปเกิดขึ้นในกลุ่มรากหญ้า
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ สะท้อนหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค ซึ่งอาจเป็นผลมาจากน้ำท่วมใหญ่ในช่วงปลายปี 2554 ที่ทำให้ครัวเรือนส่วนใหญ่ที่ประสบภัยต้องกู้หนี้ยืมสินเพิ่มขึ้น รองลงมาเป็นหนี้เพื่อใช้ซื้อบ้าน/ที่ดินและเพื่อประกอบธุรกิจ
สำหรับที่มาของแหล่งเงินนั้น ส่วนใหญ่เป็นการกู้ในระบบ คือ ธนาคาร 63.6% รองลงมาเป็น กองทุนหมู่บ้านหรือชุมชนเมือง 22.4% สำหรับแหล่งเงินกู้นอกระบบสัดส่วนเพียง 7.5% อาทิ กู้จากนายทุนเงินกู้ พ่อค้าคนกลาง ญาติ เพื่อนบ้าน เป็นต้น
นั่นเป็นสัญญาณที่ไม่ดีของเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง
แต่สัญญาณฟองสบู่ของเศรษฐกิจที่เริ่มตีฟองขึ้นอย่างช้าๆ ในด้านอสังหาริมทรัพย์ กลับยังไม่มีใครยอมรับอย่างเป็นทางการ
ที่ไม่มีใครยอมรับ เพราะการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ขณะนี้กระจุกตัวอยู่ในคอนโดมิเนียมริมทางรถไฟฟ้า อสังหาริมทรัพย์ในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต หัวหิน เป็นต้น ที่มีการปรับราคาขึ้นประมาณ 20-30%
ส่วนการปั่นราคาที่ดิน บ้านเดี่ยว ยังไม่มีมากจนเห็นได้ชัด ดังนั้นจึงไม่มีใครยอมรับว่าเกิดฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์
แต่ ชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์ในต่างจังหวัดขยายตัวขึ้นค่อนข้างมาก และมีราคาที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม ซึ่งราคาต่อตารางเมตรในหัวเมืองใหญ่ๆ เช่น นครราชสีมา ขอนแก่น เฉลี่ยในระดับสูง 6-8 หมื่นบาท เทียบเท่าราคาในพื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้าชานเมือง ราคาคอนโดมิเนียมบางแห่งสูงกว่าราคาบ้านเดี่ยวเสียอีก
ส่วนหนึ่งมองว่าอาจเกิดการเก็งกำไรขึ้น เห็นได้จากการขายใบจองที่หมดลงภายใน 1 วัน ในหลายๆ โครงการ
นอกจากนี้ ในต่างจังหวัดมีที่ดินอีกมากที่จะสร้างบ้านในแนวราบ ไม่จำเป็นต้องสร้างบ้านในแนวสูง ยกเว้นในจังหวัดท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันราคาที่ดินในต่างจังหวัดเร่งตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการเข้าไปสร้างที่อยู่อาศัยของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ดังนั้นจึงอยากให้ ธปท.ควบคุมหรือเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นสัญญาณการเข้าสู่สภาวะฟองสบู่แบบอ่อนๆ แล้ว
นอกจากนี้ เกิดแรงกระเพื่อมขึ้นในหมู่ของเจ้าหนี้ที่ให้เงินกู้สินเชื่อเคหะ ที่เริ่มเข้มงวดในการปล่อยกู้สินเชื่อเคหะมากขึ้น โดยธนาคารไทยพาณิชย์นำร่องลดการทำแคมเปญ เงินกู้ดอกเบี้ย 0% ระยะเวลา 1 ปี ฟรีจำนอง จะทำแคมเปญให้กับเจ้าของโครงการที่เป็นลูกค้าและมาขอให้ออกแคมเปญเป็นกรณีพิเศษให้ดอกเบี้ย 0% อั้นแค่ 3 เดือนเท่านั้น
นอกจากนี้ การปฏิเสธคำขอสินเชื่อก็เพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 15% เนื่องจากธนาคารเข้มงวดกฎเกณฑ์การขอสินเชื่อมากขึ้น เช่น หากมีรายได้เดือนละ 1.5 หมื่นบาท จะสามารถขอสินเชื่อบ้านได้ไม่เกิน 1 ล้านบาทเท่านั้น
ที่เป็นเช่นนี้เพราะธนาคารพบว่าลูกค้าเป็นหนี้ด้านอื่นเพิ่มขึ้น ความสามารถในการขอกู้จึงลดลง
ขณะที่ธนาคารกสิกรไทย ก็มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเป็นพิเศษเช่นกัน
นอกจากนี้ ธปท.เองก็เป็นห่วงฟองสบู่ ที่หากเกิดขึ้นแล้วจะนำมาสู่ปัญหาหนี้เสียในภาคสถาบันการเงิน จึงเริ่มจับตาใกล้ชิดกับกระบวนการตรวจสอบการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ โดยเน้นหนักไปที่กระบวนการพิจารณาสินเชื่อมากขึ้น
ส่วนภาวะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่เติบโตขึ้นค่อนข้างเร็ว จนหลายคนกังวลว่าจะเกิดปัญหาสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ว่า ธปท.ได้ติดตามดูอย่างใกล้ชิด โดยสาเหตุที่สินเชื่อเร่งตัวขึ้นเป็นผลจากมาตรการรถยนต์คันแรก และอาจมีผลต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้
หาก ธปท.จะลดดอกเบี้ยในภาวะที่เศรษฐกิจเริ่มจะมีฟองสบู่ เป็นเรื่องที่ตัดสินใจยาก
จากนี้ไปการชี้แจงเรื่องนโยบายดอกเบี้ยของ ธปท.จะเปลี่ยนเหตุผลจากเพราะต้องการคุมเงินเฟ้อ เป็นการป้องกันปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่
เหตุผลประการหลังนี้มีน้ำหนักมากกว่าเหตุผลด้านเงินเฟ้อมาก แต่ ธปท.ต้องยอมรับเสียก่อนว่า กำลังเกิดสัญญาณเศรษฐกิจฟองสบู่ขึ้นแล้ว
การยอมรับเช่นนี้ อาจจะทำให้ตลาดตื่นตระหนกบ้าง แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจมองข้าม หาก ธปท.จะลดดอกเบี้ยลง ต้องมีมาตรการคุมเข้มสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เสียก่อน จึงจะผ่อนคลายดอกเบี้ยได้
และหากมีสัญญาณฟองสบู่แล้ว รัฐบาลยังไม่หยุดกดดัน ธปท.ให้ลดดอกเบี้ยนั้น คนที่จะต้องรับผิดชอบอาจจะต้องเปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลที่ใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป
ส่วนการส่งออกที่กำลังย่ำแย่เพราะเงินบาทแข็งค่านั้น ธปท.จะมีมาตรการเพิ่มต้นทุนการเงินให้สูงขึ้นเพื่อสกัดเงินร้อนแน่นอน แต่จะใช้เมื่อไรนั้น คงจะต้องปรับตัวไปตามสถานการณ์







