
ธุดงค์ธรรมบรรลัย (อีกครั้ง)
ขอเขียนถึงธุดงค์ของธรรมกายอีกครั้ง เพราะยังมีบางประเด็นควรนำเสนอผู้อ่าน เพื่อให้ชัดเจนว่า การจัดเดินธุดงค์ของธรรมกายเป็นเหตุให้ธรรมบรรลัยหรือไม่
ขอเขียนถึงธุดงค์ของธรรมกายอีกครั้ง เพราะยังมีบางประเด็นควรนำเสนอผู้อ่าน เพื่อให้ชัดเจนว่า การจัดเดินธุดงค์ของธรรมกายเป็นเหตุให้ธรรมบรรลัยหรือไม่
ข้ออ้างของสาวกธรรมกายที่พยายามชี้แจง คือ การเดินธุดงค์ในเมืองครั้งนี้ เป็นการเผยแพร่พระพุทธศาสนา โดยคุณ Suwitw อ้างว่า “หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ก็ออกเผยแพร่ การอยู่ป่าไม่มีประโยชน์อันใดต่อการเผยแพร่ ที่พระองค์ทรงนำเหล่าพระสงฆ์ 500 รูปบ้าง 1,000 รูปบ้าง ออกเผยแพร่ไปตามเมืองสำคัญต่างๆ ในอินเดียไม่ได้นำเข้าป่าแต่อย่างใด จนเป็นเหตุให้ต้องมีการกำหนดช่วงเวลาเข้าพรรษาด้วยซ้ำไป”
ข้ออ้างดังกล่าวทำให้ธรรมบรรลัย ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า การเผยแพร่ ความหมายเดิม คือ การนำพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไปสั่งสอนผู้คนที่ยังไม่รู้จักพระพุทธศาสนา โดยพระพุทธองค์เริ่มให้สาวกไปเผยแพร่ภายหลังตรัสรู้ประมาณ 5 เดือน มีพระอรหันต์สาวกจำนวน 60 รูป พระพุทธองค์ได้ส่งพระอรหันต์สาวกเหล่านี้ไปเผยแพร่ศาสนาเป็นครั้งแรก
พระพุทธองค์มีพระดำรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ แม้พวกเธอก็พ้นจากบ่วงทั้งปวงฯ เธอทั้งหลายจงจาริกไปเพื่อประโยชน์และความสุขของชนจำนวนมาก เพื่อเกื้อการุณย์แก่โลก...แก่ทวยเทพและมวลมนุษย์ พวกเธออย่าได้ไปรวมทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจริยะอันบริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ สัตว์ทั้งหลายจำพวกที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อย มีอยู่ แต่เพราะไม่ได้ฟังธรรม ก็จะเสื่อมไปเสีย ผู้รู้ทั่วถึงธรรม จักมี แม้เราก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรม” (วินย.4/32/39)
ลองเปรียบเทียบดูเองว่า สิ่งที่สาวกธรรมกายอ้างเป็นไปตามพุทธดำรัสหรือไม่ ประเด็นสำคัญทำให้ธรรมบรรลัยอีกประการ คือ อ้างว่า “การอยู่ป่าไม่มีประโยชน์อันใดต่อการเผยแพร่” นั้น ขอนำพุทธพจน์อีกคาถามาให้อ่านกัน “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเมื่อจะบำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น จงแยกย้ายกันเที่ยวจาริกนำธรรมไปให้แก่มนุษย์ทั้งหลาย ตลอดทั่วแผ่นดินผืนนี้ เธอทั้งหลายอยู่ในที่สงัดวิเวก ตามเขาเขินเนินวนา ทำหน้าที่ประกาศสัทธรรมแก่โลก...” (พุทธ.อ.2/27)
การอ้างว่าอยู่ป่าไม่มีประโยชน์นั้น เป็นการทำลายแนวทางปฏิบัติของพระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรง ผู้ออกเผยแพร่พระศาสนา จะต้องปฏิบัติหรือศึกษาจนมีความรู้พอที่สั่งสอนผู้อื่นได้ จึงจะทำหน้าที่เผยแพร่ ถ้าตัวเองเพิ่งบวชใหม่ ยังไม่มีความรู้ใดๆ จะเอาพระธรรมที่ไหนไปเผยแพร่ การอยู่ป่าเป็นหนทางของการปฏิบัติเพื่อกำจัดกิเลส และเพื่อความหลุดพ้น จะไม่มีประโยชน์ได้อย่างไร
อีกตัวอย่างหนึ่งของความหมายคำว่า เผยแพร่พระศาสนา คือ ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงส่งศาสนทูตออกไปเผยแพร่พระพุทธศาสนา โดยส่งพระมหินทเถระไปลังกาทวีป ส่งพระโสณะ พระอุตตระมายังสุวรรณภูมิ ซึ่งยังไม่รู้จักพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาจึงได้เจริญงอกงามมั่นคงอยู่ในประเทศไทยเรา ทำให้คนไทยรู้จักบุญ รู้จักบาป จนธรรมกายนำเอาบุญไปเป็นสินค้า ทำมาหากินจนร่ำรวย
วันนี้จึงไม่มีคนไทยคนใดไม่รู้จักพระพุทธศาสนา (แม้จะรู้จักแต่เปลือกก็ตาม) ฉะนั้นการเดินธุดงค์จึงย่อมไม่ใช่เป็นการเผยแพร่พระศาสนาในความนี้อย่างแน่นอน
การจัดธุดงค์ครั้งนี้ สมณะที่มาเดินมีภูมิธรรมเพียงใด เข้าใจพระธรรมบ้างหรือไม่ และได้สั่งสอนหรือนำแก่นธรรมของศาสนาบอกกล่าวประชาชนที่มาโปรยดอกไม้หรือไม่ หรือมีหน้าที่เดินผ่านเหยียบย่ำดอกไม้ไปเท่านั้น
ผมขอเรียกผู้ที่มาเดินธุดงค์ว่า สมณะ เพราะเห็นว่านุ่งห่มผ้าเหลือง แต่ผมจะไม่เรียกว่า ภิกษุ เพราะค่อนข้างมั่นใจว่าอย่างมากเป็นสามเณร แต่ยังไม่เห็นทางวัดผู้จัด หรือสาวกคนไหนออกมายืนยัน ฉะนั้นคำอวดอ้างที่ว่า “มีพระเป็นพันรูปมาเดิน” นั้น ถ้าไม่ใช่พระก็เป็นการมุสา ผิดศีล 5
นอกจากนี้ ความหมายของการธุดงค์ ไม่ใช่เพื่อเผยแพร่ แต่เป็น “องค์คุณเพื่อกำจัดกิเลส ซึ่งชื่อข้อปฏิบัติประเภทวัตร ที่ผู้สมัครใจจะพึงสมาทานประพฤติได้ เป็นอุบายขัดเกลากิเลสส่งเสริมความมักน้อย เป็นต้น มี 13 ข้อ ...” (จากหนังสือพจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์ของพระพรหมคุณาภรณ์)
การเดินธุดงค์ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมให้กำจัดกิเลสได้ผล เป็นการปฏิบัติของพระสายวิปัสสนาธุระ จึงไม่ใช่การเผยแพร่พระศาสนาอย่างแน่นอน การนำเอาคำว่าเดินธุดงค์มาใช้ จึงเป็นการทำให้ธรรมบรรลัย
การเดินธุดงค์ที่จัดขึ้นทุกครั้ง จึงเป็นการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ของธรรมกาย ถ้าจะถามว่าทำไม คำตอบตรงไปตรงมา คือ เป็นวิธีการทางธุรกิจ เมื่อนำเอาบุญมาเป็นสินค้า จึงเป็นธรรมดาที่ต้องโฆษณาชวนให้คนมาซื้อสินค้า
ธรรมกายวันนี้แทรกซึมเข้าไปในองค์กรต่างๆ ที่มีอำนาจจัดการดูแลพระพุทธศาสนา พระเถระผู้ใหญ่ที่ทรงธรรม ท่านก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย ปล่อยให้เป็นเรื่องกรรมใครกรรมมัน
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีหน้าที่ดูแลโดยตรง ก็ถูกครอบงำจนเห็นดีเห็นงามไปกับการทำลายพระพุทธศาสนา ไม่จัดการให้ธรรมกายหยุดละเมิดพระธรรมวินัย กลับถูกธรรมกายครอบงำให้ผู้คนไปเพ่งลูกแก้ว ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นกรรมฐานใดใน 40 วิธี
พระพุทธเจ้าไม่ฝากศาสนาไว้กับองค์กรใด แต่พระพุทธองค์ฝากศาสนาไว้กับพุทธบริษัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ปัจจุบันไม่มีภิกษุณีแล้ว แต่ถ้าจะอนุโลมให้นักบวชหญิงที่มีอยู่ คือ คุณแม่ชีทั้งหลาย ก็ขอให้ช่วยกันดูแลปกป้องพระพุทธศาสนาด้วย
ผมในฐานะอุบาสกผู้หนึ่ง ได้ทำหน้าที่เท่าที่จะทำได้แล้ว จึงขอให้พุทธบริษัท 4 ทั้งหลาย กล้าที่จะปกป้องพระพุทธศาสนาจากการย่ำยีของอลัชชีที่ห่มเหลือง เพราะเท่ากับท่านไม่ได้ทำหน้าที่ของท่านตามที่พระพุทธองค์ได้ฝากเอาไว้







