
เออีซีที่รัก
มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวไว้ว่า คนไทยเป็นชนชาติที่ตื่นตัวกับการเปิดประชาคมอาเซียนมากที่สุดในกลุ่ม 10 ประเทศ จนอาจถึงขั้นตื่นตระหนกไปแล้วก็ว่าได้
มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวไว้ว่า คนไทยเป็นชนชาติที่ตื่นตัวกับการเปิดประชาคมอาเซียนมากที่สุดในกลุ่ม 10 ประเทศ จนอาจถึงขั้นตื่นตระหนกไปแล้วก็ว่าได้
คนขับแท็กซี่หลายคนกลัวว่าการเปิดเออีซี ซึ่งเป็นเสาด้านเศรษฐกิจในประชาคมอาเซียนนั้น จะทำให้ตกงานหรือถูกแย่งงานไป ทั้งที่การเปิดเสรีแรงงานนั้นจำกัดวงเฉพาะ 7 สาขาวิชาชีพ (แน่นอนว่าไม่รวมอาชีพขับแท็กซี่) ขณะที่เด็กๆ และที่ไม่เด็กแล้วก็หันมาเรียนภาษาอังกฤษและภาษาที่สามมากขึ้น เพื่อสร้างความได้เปรียบในยุคการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี
ที่จริงแล้ว เออีซีนั้นแทบไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนไปมากนัก เพราะอาเซียนเรามีการลดภาษีสินค้า บริการ และการลงทุนมาตั้งแต่อาฟตา หรือเขตการค้าเสรีอาเซียนแล้ว และขยายวงไปสู่เอฟทีเอในกรอบที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ ในรูปแบบเอฟทีเอกับประเทศคู่เจรจาต่างๆ หรือเรียกได้ว่าแม้จะไม่มีเออีซี ประเทศเล็กๆ อย่างไทยก็ต้องเจอแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากภายนอกให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว
แต่โดยส่วนตัวแล้ว ดิฉันก็ยังเชื่อว่าเออีซีมีผลดีมากกว่าจะเป็นเรื่องน่ารำคาญใจของหลายๆ คน เพราะต้องยอมรับว่าเราคนไทย (ที่ไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่) นั้น เอื่อยเฉื่อยกันไม่น้อยในเรื่องการปรับตัวและการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเอสเอ็มอีและแรงงาน
การค้าเสรีไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น อย่างเช่นอาฟตาที่มีมากว่า 20 ปีแล้ว จากนั้นก็ทยอยมีเอฟทีเอฉบับอื่นๆ ตามมาอย่างไม่หยุดยั้ง อาทิ เจเทปา หรือเอฟทีเอไทยญี่ปุ่น ซึ่งลงนามไปเมื่อ 6 ปีก่อน ทว่าจนถึงปัจจุบันเราก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการปรับตัวของเอสเอ็มอีได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับมือการบุกของธุรกิจจากต่างประเทศ หรือจะเป็นการบุกไปขยายฐานในต่างประเทศ เพื่อการเติบโตและอยู่รอดของธุรกิจก็ตาม
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ปัญหาของเอสเอ็มอีฝ่ายเดียว แต่ยังเป็นปัญหาที่ภาครัฐไม่สามารถวางยุทธศาสตร์และผลักดันให้เอสเอ็มอีในประเทศเติบโตได้ ยังไม่ต้องพูดถึงไปแข่งในต่างประเทศหรอกค่ะ แค่ไม่ให้ถูกกลุ่มทุนขนาดใหญ่กลืนหายไป จนทำให้เกิดการผูกขาดธุรกิจในทางอ้อมก็พอแล้ว
ส่วนในด้านภาษานั้น ทั้งที่รู้กันมานานว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ต้องรอจนเออีซีเข้ามากระทุ้งเสียก่อน เครื่องถึงจะสตาร์ตกันได้
หลังจากนี้ก็ได้แต่หวังว่าคนไทยเราจะตื่นตัว และรับข่าวสารกันอย่างกลั่นกรองมากขึ้น จะได้ไม่ต้องเป็นผู้แพ้ในกระแสโลกาภิวัตน์ ที่จะยังอยู่กับเราไปอีกนานค่ะ







