posttoday
มุมมองภาคเอกชนต่อการพัฒนาประเทศไทย(ตอนที่1)

มุมมองภาคเอกชนต่อการพัฒนาประเทศไทย(ตอนที่1)

11 กุมภาพันธ์ 2556

เมื่อเดือน ม.ค. 2556 ที่ผ่านมา สถาบันอนาคตไทยศึกษาได้จัดงาน TFF Business โดยได้รับเกียรติจากผู้นำภาคเอกชนระดับคีย์แมนของประเทศไทยในหลากหลายสาขาธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วย กฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ

เมื่อเดือน ม.ค. 2556 ที่ผ่านมา สถาบันอนาคตไทยศึกษาได้จัดงาน TFF Business โดยได้รับเกียรติจากผู้นำภาคเอกชนระดับคีย์แมนของประเทศไทยในหลากหลายสาขาธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วย กฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ

ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์

บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น สาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ บริษัท น้ำตาลมิตรผล มาร่วมสนทนาเกี่ยวกับ “มุมมองของภาคเอกชนที่มีต่อการพัฒนาประเทศไทยนับจากปี 2556 เป็นต้นไป”

มุมความคิดของภาคเอกชนต้องการเห็นสิ่งใดที่จะขับเคลื่อนและผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ความเป็น “ผู้นำ” และ “ได้เปรียบ” กว่าประเทศอื่น โดยสามารถสรุปมุมมองและความคิดที่ชัดเจนและสำคัญจากวงสนทนาได้ 4 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ 1.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2.ความสามารถในการแข่งขัน 3.เศรษฐกิจชุมชน 4.ยุทธศาสตร์ประเทศไทย

AEC กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าไทยควรฉวยโอกาสนี้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำอาเซียน โดยเฉพาะแถบอินโดจีน ควรพัฒนาห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค (Regional Supply Chain) เพราะเราไม่สามารถมอง Supply Chain แบบจำกัดเพียงประเทศเดียวได้อีกต่อไป ควรสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ได้เปรียบของประเทศเพื่อนบ้านผนวกรวมกับความเชี่ยวชาญของไทย

เราต้องเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันเสียก่อน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคน พัฒนางานวิจัย ผลิตคนและผลิตงานวิจัยที่ตรงกับความต้องการของตลาด และต้องเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา

กระจายการพัฒนาสู่ระดับรากหญ้าความสามารถในการแข่งขันต้องเริ่มต้นจากระดับฐานราก ที่ผ่านมา การพัฒนายังไม่กระจายไปอย่างทั่วถึง ต้องหันมาให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจชุมชน ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เพื่อยกระดับไปเป็นคลัสเตอร์ระดับภูมิภาค (Regional Cluster)

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาจะไม่เกิดขึ้น หากภาครัฐไม่มียุทธศาสตร์ของประเทศที่ชัดเจน เพื่อเป็นหางเสือของการพัฒนา โดยกลยุทธ์ระยะยาวจะต้องมีแผนปฏิบัติงาน (Action Plans) ที่รองรับและนำไปปฏิบัติได้จริง พร้อมทั้งมีตัวชี้วัดที่วัดความสำเร็จของแผนได้อย่างชัดเจน

ชาติศิริ โสภณพนิช

ญี่ปุ่นกำลังต้องการย้ายฐานการผลิตใหม่ เพราะขาดแคลนทั้งแรงงานและมีปัญหาเรื่องไฟฟ้า นอกจากนี้ นักลงทุนญี่ปุ่นรายใหม่ๆ ก็จะเน้นการทำ R&D มากขึ้น ส่วนจีนต้องการมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นในภูมิภาคนี้ และต้องการหาทางออกอื่นๆ เพื่อกระจายสินค้า เนื่องจากการส่งออกไปอเมริกาจะไม่สะดวกเหมือนเดิม ประเทศเหล่านี้มีวัตถุประสงค์ในการลงทุนไม่เหมือนกัน และต้องการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศไทย เพราะว่าที่ตั้งเรามีความสำคัญ ยังไงก็ต้องทำให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลางให้ได้

สำหรับนักลงทุนไทยเองก็ควรใช้ประโยชน์จาก AEC เพื่อทำให้การลงทุนในประเทศอาเซียนเป็นไปได้อย่างเสรีมากขึ้น เพื่อเสาะแสวงหาแหล่งลงทุนใหม่และใช้ทรัพยากรที่ได้เปรียบของแต่ละประเทศในภูมิภาค รวมไปถึงการพัฒนาเพื่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค (Regional Supply Chain) ภายในอาเซียน เพราะเราจะมอง Supply Chain เพียงเฉพาะประเทศเดียวไม่ได้อีกต่อไป ที่สำคัญคือการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศนั้นควรได้รับการส่งเสริมหรืออย่างน้อยก็ต้องไม่มีกฎระเบียบของรัฐที่ไม่จำเป็นมาเป็นอุปสรรค

นอกจากนี้ การสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (Economic Zone) จะช่วยตอบโจทย์ในระยะกลาง ในกรณีที่นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติอาจจะยังไม่มั่นใจที่จะไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง CLMV เพราะยังมีความกังวลเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค รวมไปถึงกฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ การจัดเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ชายแดนน่าจะเป็นทางออกที่สามารถรวมเอาข้อได้เปรียบเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งด้านสาธารณูปโภค และกฎหมายของไทย และแรงงานของประเทศเพื่อนบ้านไว้ด้วยกัน

ทศ จิราธิวัฒน์

ผมว่าเรื่อง AEC ก็น่าสนใจ อาเซียนน่าจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ อีกส่วนก็คือ ไทย พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งคนก็กำลังจับตาประเทศไทยอยู่ ผมว่าถ้ารัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมคิดพัฒนาให้ทั้ง 5 ประเทศเสมือนเป็นหนึ่งประเทศ มีคุณค่ามหาศาล แล้วประเทศไทยก็จะเป็นศูนย์กลางได้อย่างแน่นอน ผลประโยชน์ก็จะไหลเข้าประเทศไทยอย่างมากมาย เพราะว่าเราก้าวล้ำกว่าประเทศที่เหลือในทุกด้าน ทั้งด้าน Knowhow และด้านของคน

แต่ถ้าเราเริ่มช้าไปอีก 10 ปี ประเทศเหล่านี้ก็อาจจะตามเราทันก็ได้ในแง่การผลิต ทุกคนเป็นห่วงเรื่องค่าแรง เพราะว่าค่าแรงเมืองไทยมีแต่จะสูงขึ้น ส่วนค่าแรงพม่านั้นยังถูกและมีแรงงานอยู่เยอะ เราควรจะสร้าง Economic Zone ร่วมกันระหว่างพม่ากับไทย คนอยากไปลงทุนในพม่าแต่ยังไม่มั่นใจ เพราะไม่มีอะไรพร้อม ไม่มีไฟ ไม่มีถนน ในขณะที่ฐานการผลิต (Industrial Base) ของไทยดี ที่ดี เรามีทุกอย่างแต่ขาดแรงงาน เรามาทำเป็น Economic Zone (Border Zone) แล้วแบ่งผลประโยชน์ให้กัน ของจะส่งไปทางไหนก็ได้ ทางพม่าก็ได้ ทางไทยก็ได้

อย่างไรก็ตาม การที่จะสามารถเชื่อมโยงกับภูมิภาคอาเซียนและใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ได้อย่างเต็มที่ เราต้องพัฒนาเครือข่ายการคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานให้เชื่อมต่อถึงกันหมด ทั้งในแง่การใช้เป็นเส้นทางสัญจรสำหรับผู้คน และเพื่อลดต้นทุนการขนส่งและกระจายสินค้า รวมทั้งพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ

ฐาปน สิริวัฒนภักดี

ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญก็คือเรื่องระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ถ้าจะพูดให้ชัดคือ ที่ทำอยู่แล้วมันก็มี แต่ต้องทำให้เกิดประสิทธิภาพ และชัดเจน ... กรุงเทพฯ มีโอกาส และมีศักยภาพที่จะเป็น Natural Hub ได้ มีความเป็นศูนย์กลาง ... ถ้าเราต้องการจะเป็นเมืองหลวงที่ดีที่สุด (Best Major City) กรุงเทพฯ มีความได้เปรียบอะไรหลายอย่างที่สิงคโปร์ไม่มี สามารถจะดึงดูดความสนใจและโอกาสให้กลับเข้ามา

ศุภชัย เจียรวนนท์

ผมเห็นด้วยเลยครับกับการที่ประเทศไทยจะเป็นฮับ หรือเป็นศูนย์กลางของ AEC แต่ขอเสริมในเรื่องของ R&D เรื่องของการศึกษา เพราะถ้าไทยเราเป็นฮับได้อย่างที่ว่า เราจะสามารถดึงคนเก่ง (Talent) ทั่วทั้งภูมิภาคมาเมืองไทย อันนี้ก็จะเป็นส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศได้มาก

ความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาแรงงานและพัฒนางานวิจัย

การเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์หรือบุคลากร ควรสอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชนและเป็นการเตรียมตัวรับมือกับ AEC เช่น เน้นการผลิตแรงงานสายวิชาชีพมากขึ้น และต้องพัฒนาทักษะแรงงานให้เพิ่มขึ้นเพื่อหนีจากการผลิตที่ใช้แรงงานราคาถูกไปเป็นการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากขึ้น นอกจากนี้เรายังควรผลิตบุคลากรที่มีความรู้เรื่องของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ส่งเสริมให้แรงงานไปศึกษาหรือแลกเปลี่ยนการทำงานในประเทศแถบอาเซียน เพื่อให้เข้าใจวัฒนธรรมและพฤติกรรมการบริโภคของประเทศที่จะมีศักยภาพในการลงทุนในอนาคตที่ผ่านมา ภาคเอกชนเองก็ได้ริเริ่มในการแก้ปัญหาเรื่องแรงงานและพัฒนาทักษะแรงงานด้วยตัวเอง ไม่ได้รอให้กลไกรัฐทำงานอยู่ฝ่ายเดียว เช่น มีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม และจัดตั้งมหาวิทยาลัยบรรษัท (Corporate University)

ธีรพงศ์ จันศิริ

ผมคิดว่าเรื่องจำเป็นที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญ คือเรื่องของทุนมนุษย์ (People Capital หรือ Human Capital) สิ่งที่เอกชนแตกต่างจากภาครัฐก็คือ ความเสี่ยง กำไรขาดทุน และความอยู่รอด เพราะฉะนั้นเมื่อเอกชนมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง การขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาบุคลากรจะเป็นไปได้ค่อนข้างช้า เรื่องของคนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานานในการบริหารจัดการ แต่เป็นเรื่องที่สำคัญจริงๆ

สำหรับมหาวิทยาลัย ซึ่งนอกจากจะต้องทำหน้าที่ในการผลิตบุคลากรแล้ว ยังควรผลิตงานวิจัยที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ และสามารถใช้งานได้ในเชิงพาณิชย์ สิ่งเหล่านี้จะเกิดได้ง่ายขึ้นหากมีความร่วมมือที่มากขึ้นระหว่างมหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท