posttoday
แนวโน้มตลาดกองทุนรวมไทย

แนวโน้มตลาดกองทุนรวมไทย

11 กุมภาพันธ์ 2556

ปัจจุบันกองทุนรวมเป็นเครื่องมือสำคัญในการลงทุนโดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยผู้มีรายได้ประจำที่ต้องการเก็บเงินไว้ใช้จ่ายในอนาคต เนื่องจากสามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการเก็บเงินโดยการฝากธนาคาร และไม่จำเป็นต้องติดตามข่าวสารหุ้นหรือพันธบัตรรายตัวด้วยตัวเอง โดยวันนี้ ผมจะพูดถึงแนวโน้มตลาดกองทุนรวมไทย ซึ่งเป็นบทความหนึ่งในงานสัมมนา “ไขปริศนากองทุนรวมไทย : ความหวังและความจริง” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14 ก.พ.นี้ ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ครับ

ปัจจุบันกองทุนรวมเป็นเครื่องมือสำคัญในการลงทุนโดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยผู้มีรายได้ประจำที่ต้องการเก็บเงินไว้ใช้จ่ายในอนาคต เนื่องจากสามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการเก็บเงินโดยการฝากธนาคาร และไม่จำเป็นต้องติดตามข่าวสารหุ้นหรือพันธบัตรรายตัวด้วยตัวเอง โดยวันนี้ ผมจะพูดถึงแนวโน้มตลาดกองทุนรวมไทย ซึ่งเป็นบทความหนึ่งในงานสัมมนา “ไขปริศนากองทุนรวมไทย : ความหวังและความจริง” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14 ก.พ.นี้ ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ครับ

ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตของตลาดกองทุนรวมไทยในการศึกษานี้พบว่า ระดับรายได้เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการกำหนดมูลค่าของตลาดกองทุนรวม โดยกองทุนรวมตราสารหนี้มีแนวโน้มการเติบโตสูงกว่ากองทุนรวมประเภทอื่นๆ (กองทุนรวมตราสารทุน กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมผสม และกองทุนรวมที่มีลักษณะเฉพาะอื่นๆ) อย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ กองทุนหลายๆ ประเภทยังมีการตอบสนองต่ออัตราผลตอบแทนการลงทุนอีกด้วย กล่าวคือกองทุนรวมตราสารหนี้มีการปรับตัวตอบสนองในเชิงบวกต่ออัตราผลตอบแทนที่ได้รับ (ใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่แท้จริง – Time Deposit เป็นตัวแทน) โดยขนาดการตอบสนองนี้จะค่อนข้างสูง (ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จะส่งผลให้กองทุนรวมตราสารหนี้ขยายตัวร้อยละ 5.3) ส่วนกองทุนรวมก็มีการตอบสนองต่ออัตราผลตอบแทน (ใช้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET50 เป็นตัวแทน) เช่นกัน โดยผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จะส่งผลให้กองทุนรวมตราสารทุนขยายตัวร้อยละ 0.4 เนื่องจากผลตอบแทนจากกองทุนรวมตราสารทุนจะมีความแปรปรวนสูงกว่ากองทุนรวมตราสารหนี้

นอกจากนี้ยังพบว่ามีการทดแทนกันระหว่างกองทุนตราสารหนี้และตราสารทุน โดยหากผลตอบแทนจากการลงทุนในหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จะทำให้มูลค่ากองทุนตราสารหนี้ลดลงร้อยละ 0.7 และหากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จะส่งผลให้ตลาดกองทุนตราสารทุนปรับตัวลดลงร้อยละ 12.5

ประการต่อมา จากการศึกษาพบว่า การเติบโตของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) มีลักษณะทดแทนกองทุนรวมตราสารทุนปกติ โดยกองทุนรวมที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี (กองทุนรวมหุ้นระยะยาว – LTF กองทุนรวมเพื่อการเกษียณอายุ – RMF) มีแนวโน้มการเติบโตที่สูงกว่ากองทุนประเภทอื่นๆ อย่างชัดเจน นอกจากนี้กองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง ก็มีการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้ที่มีระยะเวลา (Term Fund) โดยไม่มีการจ่ายภาษีเงินปันผล เพราะนับผลตอบแทนเป็นกำไรส่วนเกินทุน (Capital Gain) ซึ่งได้รับการยกเว้นเสียภาษีเงินได้

เมื่อพิจารณาแนวโน้มการขยายตัวของตลาดกองทุนรวมไทยพบว่า หากเศรษฐกิจไทยในปี 2556 และ 2557 มีแนวโน้มการเติบโตร้อยละ 5.1 และ 5.6 ตามผลการพยากรณ์เศรษฐกิจมหภาคโดย NIDA Macro Model และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 3.1 และ 3.7 ในช่วงเดียวกัน ตลาดกองทุนรวมไทยในปี 2556 และ 2557 น่าจะขยายตัวร้อยละ 11.2 และ 13 ตามลำดับ

สุดท้าย เมื่อพิจารณาสัดส่วนมูลค่าสินทรัพย์กองทุนรวมต่อ GDP ของไทย ปัจจุบัน (ปี 2555) สัดส่วนนี้อยู่ที่ร้อยละ 21 ซึ่งต่ำกว่าระดับในต่างประเทศ เช่น เกาหลี และญี่ปุ่น ที่มีสัดส่วนที่ร้อยละ 38 และ 64 ของ GDP ตามลำดับ แต่เนื่องจากระดับการเติบโตของตลาดกองทุนรวมไทยที่สูงกว่าการเติบโตของ GDP ทำให้คาดว่าสัดส่วนนี้ของไทยจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยหากอัตราการขยายตัวของตลาดกองทุนรวมเฉลี่ยอยู่ที่ระดับร้อยละ 13 อย่างต่อเนื่อง และอัตราการขยายตัวของ GDP ที่เป็นตัวเงินอยู่ที่ร้อยละ 8 (GDP ที่แท้จริงร้อยละ 5 บวกอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 3) คาดว่าอัตราส่วนของไทยจะอยู่ที่ระดับร้อยละ 38 (เท่ากับสัดส่วนในประเทศเกาหลีปัจจุบัน) ในปี 2569

ผลการศึกษาที่ได้ยังมีนัยเชิงนโยบายที่สำคัญดังนี้ หนึ่ง มาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีมีผลต่อผลตอบแทนของตลาดกองทุนรวมไทย ทั้งกองทุนรวมตราสารทุนและตราสารหนี้ ดังนั้นหากรัฐบาลจะส่งเสริมการขยายตัวของตลาดกองทุนรวมโดยเฉพาะตลาดกองทุนตราสารทุน มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้ยังคงมีความจำเป็น อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของตลาดกองทุนรวมไทยมีการเอนเอียงที่ตลาดตราสารหนี้โดยเฉพาะกองทุนรวมประเภท Term Fund ซึ่งมีลักษณะทดแทนเงินฝากประจำธนาคารพาณิชย์ ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการดูแลสัดส่วนของกองทุนรวมตราสารทุนและตราสารหนี้ใกล้เคียงกันเหมือนในต่างประเทศ ควรมีการออกมาตรการป้องกันการนับอัตราผลตอบแทนจากกองทุนประเภท Term Fund ในรูป Capital Gain และสุดท้าย หากต้องการส่งเสริมให้ตลาดกองทุนรวมไทยมีสัดส่วนที่สูงขึ้นใกล้เคียงกับต่างประเทศ เช่น เกาหลี มาตรการส่งเสริมทางภาษีควรมีอยู่ถึงประมาณปี 2569

ผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมของบทความนี้ รวมถึงบทความอื่นๆ ในงานสัมมนาซึ่งจัดร่วมกันระหว่างคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะมีการนำเสนองานวิจัยของคณาจารย์จากนิด้าแล้ว ยังมีช่วงเสวนาซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงตลาดเงินและตลาดทุนไทย ซึ่งผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดงานสัมมนาและสำรองที่นั่งได้ที่

http://register2.set.or.th/semreg/detail.aspx?ow=INV&cs=S0001&sn=0431 ครับ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน