
โยนสภาซื้อเวลาเกมนิรโทษกรรม
แม้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะใช้คณะกรรมการกฤษฎีกาชะลอแรงไหลบ่าของกระแสนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
แม้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะใช้คณะกรรมการกฤษฎีกาชะลอแรงไหลบ่าของกระแสนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง แต่จะยื้อเวลาได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น เนื่องจากกลุ่ม“แดงอิสระ” กำลังนับวันรอให้เสร็จสิ้นศึกเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.) ถึงเวลานั้นหากรัฐบาลยังเมินเฉย จะเตรียมรวมพลกดดันอีกระลอก
ต้องยอมรับว่าสภาวะกล้าๆ กลัวๆ ของรัฐบาลเป็นผลมาจากแรงเสียดทาน เมื่อครั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ที่ช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ประโยชน์เข้าสู่สภาเมื่อปี 2555 เกือบจะกลายเป็นกฎหมายนองเลือด
สุดท้ายเลยต้องชะลอแผนการดังกล่าวออกไปก่อน!
การถอยเพื่อรักษาอำนาจรัฐในครั้งนั้น ดูเหมือนว่าทำให้รัฐบาลต้องเผชิญกับศึกอีกด้านในปัจจุบัน หลังจากกลุ่มเสื้อแดงเรียกร้องให้ผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชน
โดยแตกความเคลื่อนไหวออกเป็น 2 แนวทาง คือ ร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ว่าด้วยการนิรโทษกรรมของแดงในปีกแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยการนิรโทษกรรมและขจัดความขัดแย้งของกลุ่มแดงนิติราษฎร์
ทั้งสองแนวทางล้วนเป็นของแสลงรัฐบาล เพราะการจะให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกาศใช้ พ.ร.ก.ตามแนวทางของ นปช.นั้น เสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 184 ที่ระบุให้ใช้ในกรณีรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ และต้องเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ แค่นี้ก็เป็นหมันโดยปริยาย!
ขณะที่โมเดลเสนอร่างรัฐธรรมนูญของนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์อันเป็นร่างเดียวกับที่ “กลุ่มแนวร่วม 29 มกราฯ” ใช้มวลชนกดดันรัฐ แม้ตามเนื้อหาของร่างจะไม่ได้ลบล้างความผิดให้กับอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่การนิรโทษให้กับผู้ร่วมชุมนุมอันมีเหตุจูงใจเนื่องมาจากการรัฐประหารปี 2549 มีจุดเสี่ยง คือ อาจนิรโทษกรรมแบบเหมารวมแกนนำมวลชนไปด้วย
ต่อมามีการจุดประเด็นการนิรโทษกรรมเป็นแนวทางที่ 3 ผ่าน “ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) นิรโทษกรรมผู้ชุมนุมทางการเมือง” ของ อุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) มีสาระสำคัญคล้ายกันที่ไม่ให้แกนนำม็อบได้ประโยชน์จากกฎหมายนี้
ปรากฏว่าฝ่ายค้านและ สว.จำนวนไม่น้อย ออกมาถล่มทันทีว่าเร่งรีบเกินไปและมีเนื้อหาที่ยังคลุมเครือ โดยเฉพาะการจะเอื้อให้มวลชนบางกลุ่มที่กำลังโดนดำเนินคดีอาญาอยู่ได้รับประโยชน์ไปด้วย โดยควรนิรโทษกรรมให้กับบุคคลที่มีความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น
ภายหลังจากทั้ง 3 แนวทางเริ่มมีความเป็นไปได้ยาก เพราะมีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วย บวกกับเจอกระแสกดดันจากมวลชนของตัวเองค่อนข้างหนัก รัฐบาลจึงส่งเรื่องให้มาสภาเป็นที่รองรับเอาไว้อีกทางหนึ่ง
การใช้สภาเป็นหนึ่งในกลไกรอบนี้ มีทั้งรูปแบบทางการและไม่ทางการ
ในส่วนที่เป็นทางการนั้น ดำเนินการผ่านคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ประชุมวิปรัฐบาลได้ส่งร่างกฎหมายทั้งหมดไปให้พรรคร่วมฯ ไปศึกษากันเองว่าจะมีความคิดเห็นอย่างไร ก่อนกลับมาเสนอให้วิปรัฐบาลอีกครั้ง
สำหรับรูปแบบไม่เป็นทางการมี “เจริญ จรรย์โกมล” รองประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นคีย์แมน ซึ่งเพิ่งได้เชิญแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และ นปช. มาหารือร่วมกันถึงความเป็นไปได้ หากจะดำเนินการออกกฎหมายนิรโทษกรรมจริงๆ พร้อมกับเตรียมเชิญตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ มาแสดงความคิดเห็นในสัปดาห์นี้
เบื้องต้นได้ความคิดเห็นจากกลุ่มเสื้อเหลือง โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษก พธม. ว่า ไม่ขัดขวางกระบวนการนิรโทษกรรมแต่จะต้องไม่ครอบคลุมบุคคลที่ถูกดำเนินคดีอาญาโดยเฉพาะมาตรา 112 ขณะที่ ก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ เพราะมองว่าความผิดทางอาญาและการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ล้วนมาจากมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่สมควรได้รับการนิรโทษกรรมทั้งสิ้น
ดังนั้น การโยนเผือกร้อนมาให้สภาไม่ได้ต่างกับการซื้อเวลาซื้อใจมวลชนของตัวเองต่อไปเรื่อยๆ อย่างน้อยก็ได้พยายามทำให้เห็นแล้วว่ารัฐบาลกำลังหาทางออกให้อยู่ เพื่อไม่ให้ถูกเรียกขานจากคนเสื้อแดงว่า “หนีเอาตัวรอด” นั่นเอง







