
ไทยตื่นเออีซีเหมือนตื่นเอดส์
ความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 นั้น สุรินทร์ พิศสุวรรณ มองว่า
ความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 นั้น สุรินทร์ พิศสุวรรณ มองว่า
ดูเหมือนทุกภาคส่วนตื่นตัว แต่ตื่นแบบตื่นตระหนก แทนที่จะตื่นแบบมีสติ ซึ่งแง่หนึ่งก็ดีเพราะคุณตื่น แต่ควรนำไปสู่การตื่นแบบมีสติที่จะพัฒนาตัวเอง เปรียบเทียบว่าเหมือนกับตื่นเอดส์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวง ทบวง กรม มีงบประมาณเรื่องเอดส์ นี่ก็เหมือนกัน มีงบประมาณเรื่องเออีซี ส่วนจะไปใช้ประโยชน์ได้แค่ไหน ไม่รู้
“สิ่งที่หวังก็คือ หนึ่ง เมื่อปลุกให้ตื่นแล้วจะไม่หลับอีก สอง จะนำไปสู่ความตระหนักรู้ว่าต้องปรับต้องเปลี่ยนหลายอย่างในสังคม เริ่มแรก คือ เคยภูมิใจว่าไม่เป็นเมืองขึ้นของใคร และวางตัวอยู่บนความภูมิใจนั้นจนกระทั่งลืมไปว่าโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ฉะนั้นฉันจะอยู่อย่างนี้ ไม่ต้องปรับตัว ภาษาก็ไม่ต้องดิ้นรน เพราะฉันไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร เอาความสำเร็จในอดีตมาเป็นข้ออ้างในการที่จะอยู่โดยไม่ปรับตัว ไม่ได้”
สุรินทร์ อธิบายว่า เช้าวันที่ 1 ม.ค. 2558 หลังเข้าสู่เออีซี ดวงอาทิตย์ก็ไม่ได้ใหญ่ขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างของภูมิภาคจากการเป็นเศรษฐกิจที่แยกตัวจากกัน มามีแรงดึงดูดเชื่อมโยงกันมากขึ้น
“เป็นโอกาสการลงทุนที่เข้ามาย้ายฐานการผลิตการบริหารจัดการ เรื่องของการเคลื่อนย้ายบุคลากรวิชาชีพ แพทย์ พยาบาล เปิดกว้างขึ้น แต่ไม่ได้เปิดทันที แต่ความเป็นไปได้ที่จะมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น รถไฟเตรียมราง เตรียมคน เตรียมความสามารถในการแข่งขัน โอกาสต่างๆ เหล่านี้ ใครพร้อมคนนั้นจะจับฉวยได้ คนไหนไม่พร้อม โอกาสเหล่านี้ก็จะหลุดมือไป เราไม่ออกไปกับเขาไม่ได้หรอก เพราะอาเซียนไปเปิด WTO ถึง WTO ไม่เปิด โลกาภิวัตน์ก็เปิดให้เอง หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เกิดเพราะโลจิกของโกลบอไลเซชัน เช่น โรงงานทอผ้าย้ายจาก กทม. ไปแม่สอดเพราะอะไร หรือย้ายไปชายแดนเขมร หรือข้ามไปในลาวเพราะอะไร เพราะต้องใช้แรงงาน”
สำหรับภาคการเกษตรมันจะไม่มีผลกระทบทันที แต่รัฐจะแบกรับตลอดไปไม่ได้ ประสิทธิภาพการผลิตต้องสูงขึ้นมาเอง แรงงานส่วนหนึ่งที่ขาดเพราะข้าวมีราคาแพง แต่พื้นที่น้อยลง การบริหารจัดการต่างๆ ถ้าหากเราสูญเสียตลาดด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ คนอื่นก็จะเข้ามาแทนที่ อย่างพม่ากำลังควบตามหลังอย่างรวดเร็ว
สุรินทร์ ยืนยันว่าสิ่งที่จะได้หลังจากเข้าสู่ประชาคมอาเซียน คือ 1.ได้อำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นแน่นอน จากรายได้ประชาชาติที่รวม 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งอาเซียนแล้วจะอยู่ที่ 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะมีอำนาจต่อรองในเวทีโลก รวมทั้งตลาด 600 ล้านคนเป็นตลาดใหญ่ ใหญ่กว่าตลาดภายในประเทศนับ 10 เท่า
2.อำนาจต่อรองทางการเมืองสูงขึ้น เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกว่า แม้จะไม่ใช่สมาชิกของกลุ่ม จี20 แต่ได้รับเชิญให้ร่วมประชุม จี20 ในฐานะเป็นกลุ่มประเทศมีการบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างกันค่อนข้างดี และรับสถานภาพเศรษฐกิจโลกได้ดี เป็นศูนย์กลางเจริญเติบโตเศรษฐกิจโลก
ในขณะนี้ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย ไทย อยู่ตรงกลาง ไม่ใช่แค่จุดภูมิศาสตร์ แต่เป็นการเชื่อมโยงที่สร้างขึ้น เพราะอาเซียนมีข้อตกลงการค้าเสรีกับ 6 ประเทศเหล่านี้ ทั้งเรื่องการลงทุน การบริการ ซึ่งช่วยยกสถานภาพอาเซียน ในขณะที่ไทยอยู่ตรงกลาง
สุรินทร์ กล่าวว่า ไทยเป็นเจ้าของความคิด “อาเซียน” ถือเป็นมรดกทางการทูตของไทย แต่ ขณะนี้ความสามารถในการแข่งขันสถานการณ์ไม่เลวนัก ภาคเอกชนของเรายังแข็งสู้ได้ เพียงแต่ต้องการนโยบายที่ต่อเนื่อง เกื้อกูล สนับสนุน ซึ่งขณะนี้ภาคเอกชนไทยออกไปต่างประเทศมากขึ้น แต่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ เช่น ปตท. การบินไทย อมตะ เอสซีจี ไทยเบฟ
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่จำเป็นต้องพัฒนาความสามารถแข่งขันเพิ่มขณะนี้ คือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 2 ล้านกว่าแห่งทั่วประเทศ แม้จะมีความแข็งแกร่ง แต่ยังต้องการความช่วยเหลือ ความมั่นใจ เพราะตลาดภายในเวลานี้ไม่พอแล้วทุกเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์ ดังนั้นยุคประชาคมอาเซียนต้องออกไปโตนอกประเทศ
เมื่อถามถึงความพร้อมของไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน สุรินทร์ กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานยังใช้ได้ แต่ต้องปรับในหลายด้าน นโยบายสำคัญจะต้องหาข้อยุติกันให้ได้ว่าจะเอากันอย่างไร เป็นวาระแห่งชาติต่อไปอีกหลายๆ ปี กว่าจะปรับเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา การผลิตคน เพราะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ยังต้องซื้อข้างนอกอยู่มาก เอาชิ้นส่วนจากข้างนอกมาประกอบข้างในส่งออก แต่เรายังไม่มีการค้นคว้าวิจัยที่มีประสิทธิภาพพอ ไม่เหมือนจีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ประเทศใดก็ตามที่ไม่มีเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ไม่มีทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง จะยืนหยัดได้ยาก
ในขณะที่แรงงานต้องคิดในระยะยาวมากกว่าปัจจุบัน อย่าง จ.สมุทรสาคร ประชากรเกินครึ่งเป็นคนต่างด้าวจะเอาอย่างไร จะเกลียดตัวกินไข่หรือไม่ เพราะอย่างไรเศรษฐกิจเราอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีแรงงานต่างประเทศ แต่เรามองเรื่องความมั่นคงมากกว่าเรื่องเป็นปัจจัยการผลิต ในขณะที่ประเทศที่เจริญแล้วเขาคิดเรื่องนี้ อย่างสหรัฐอเมริกาที่มีกรีนการ์ด
พิจารณาเฉพาะในส่วนความพร้อมของภาครัฐ สุรินทร์ มองว่า ในแง่ระดับความคิดตื่นแล้ว แต่ระดับการปฏิบัติยังไม่ต่อเนื่อง เรื่องนโยบายการผลักดันให้เป็นรูปธรรม ยังต้องทำกันอย่างเป็นระบบมากกว่านี้ เป็นเครือข่ายผูกโยงเป็นเอกภาพมากกว่านี้ เช่น เรื่องแรงงาน ในขณะที่ประเทศไทยยังตั้งรับ
นอกจากนี้ ในการส่งเสริมภาคเอกชนขนาดเล็กขนาดย่อมออกไปตลาดอาเซียน ยังไม่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง คนไทยยังไม่อยากออก แต่สถานการณ์ตอนนี้จวนตัว ถ้าเราไม่ไป คนอื่นก็เข้าไป
สำหรับสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาในเวลานี้นั้น ลำดับแรกที่สุด ภาพลักษณ์การคอร์รัปชันซึ่งต้องแก้ให้ได้ ต้องเอาจริงเป็นวาระ ทั้งสังคม รัฐบาล เอกชน ต้องเป็นสังคมที่โปร่งใสกว่านี้ ถ้าแก้ตรงนี้ได้ ก็จะสามารถสร้างความเชื่อมั่น เพิ่มความสามารถ ดึงความสนใจจากเมืองนอก สอง ความสามารถเรื่องภาษา บั่นทอนความคล่องตัวในการที่จะเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างทางเศรษฐกิจ







