
ปูหนุนต่างชาติลงทุนเพิ่มแทนเก็งกำไร
นายกฯ อวยพรวันตรุษจีน ขอให้ร่ำรวย มั่งมีศรีสุขฯ ชี้ กำลังซื้อในประเทศ ดีขึ้นจากผลนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนต่างประเทศลงทุนเพิ่ม แทนเงินไหลเข้าเพื่อเก็งกำไร
นายกฯ อวยพรวันตรุษจีน ขอให้ร่ำรวย มั่งมีศรีสุขฯ ชี้ กำลังซื้อในประเทศ ดีขึ้นจากผลนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนต่างประเทศลงทุนเพิ่ม แทนเงินไหลเข้าเพื่อเก็งกำไร
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวอวยพรตรุษจีน ในรายการ"รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน" ว่า ขอประชาชนชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีนมีสุขภาพแข็งแรง ร่ำรวย มั่งมีศรีสุข พร้อมอวยพร เป็นภาษาจีนว่า "ซิน-เหนียน-ไคว่-เล่อ"
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงประเด็นทางด้านเศรษฐกิจ โดยหวังเห็นในปีนี้เป็นปีแห่งการสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งจากที่ผ่านมาพบว่าตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมเติบโตดีขึ้น กำลังซื้อและการบริโภคในประเทศดีขึ้น มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลให้วงจรเศรษฐกิจดีขึ้นทุกระดับ ซึ่งกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากผลของการที่รัฐบาลใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านต่างๆ แต่ที่เห็นได้ชัดคือ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ และนโยบายการปรับขึ้นเงินเดือน 15,000 บาทในผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี
ทั้งนี้ จากการที่ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ได้ทำให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ต่างชาติ โดยจะเห็นได้จาก การขอรัฐการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอจาก 7 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านเพิ่มเป็น 1.4 ล้านล้านบาท และในช่วงนี้มีผู้นำของหลายประเทศเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติที่สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น เช่น มิชลินจากฝรั่งเศส และฮอนด้าจากญี่ปุ่น ซึ่งในส่วนของฮอนด้านั้นล่าสุดได้ตัดสินใจขยายการลงทุนในประเทศไทยที่ จ.ปราจีนบุรี คิดเป็นมูลค่า 17,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าจะผลิตรถยนต์ในประเทศปีละ 120,000 คัน และใช้ไทยเป็นฐานสำหรับการส่งออก
นายกรัฐมนตรี มองว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจต่างประเทศมีความผันผวน นับเป็นโอกาสดีของบริษัทคนไทยที่มีศักยภาพในการที่จะเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ โดยหวังให้กลไกต่างๆ ทั้งสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ บีโอไอ เป็นตัวขับเคลื่อนกลไกการทำงานของเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ
"มีหลายประเทศประกาศลงทุนเพิ่ม ด้วยบรรยากาศที่ดีขึ้น นโยบายต่างๆที่เราเสริม การก้าวสู่ประชาคมอาเซียนและไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดี แต่จากความผันผวนต่างๆ ประเทศไทยต้องตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาท และต้องเติบโตอย่างยั่งยืนและมีเสถียรภาพ"นายกรัฐมนตรี กล่าว
อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรี อยากเห็นการลงทุนที่แท้จริงซึ่งหมายถึงการลงทุนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของศักยภาพที่แท้จริง เพราะการลงทุนมากเกินตัวจะเป็นสิ่งไม่ดี แต่การลงทุนจะต้องดำเนินไปพร้อมๆ กับประสิทธิภาพซึ่งจะทำให้ประเทศเติบโตได้อย่างมั่นคง โดยอยากเห็นทุกกลไกการทำงานประสานกันอย่างสอดคล้อง
และจากภาวะเงินบาทแข็งค่าอันเนื่องจากเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่องนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงทุนที่ไหลเข้ามาควรเข้ามาในส่วนของเรียลเซคเตอร์ ไม่ใช่เป็นการเข้ามาเก็งกำไร เพราะการที่มีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความพร้อมอย่างแท้จริงนั้น จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการขับเคลื่อนกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริงและสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจไทยให้มีความเข้มแข็ง
“ความเชื่อมั่น ทำให้เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าประเทศในช่วงนี้อย่างต่อเนื่อง จนส่งผลต่อค่าเงินบาท แต่เพื่อให้เงินทุนดังกล่าวไหลเข้ามาในทางที่เป็นประโยชน์ ด้วยการเข้าไปลงทุนในภาคธุรกิจแท้จริง เพื่อขยายการลงทุนในส่วนต่างๆ ที่มีความพร้อมและมีประสิทธิภาพ มากกว่าการปล่อยให้เข้าไปเก็งกำไรระยะสั้น”นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างยั่งยืน รัฐบาลจึงต้องเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ ทางลดความร้อนแรงของเงินทุนต่างชาติ และเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยต้องเร่งชี้แจงการลงทุนให้กับประชาชนและฝ่ายต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้า ทั้งนี้เพื่อกระจายความเจริญไปสู่จังหวัดต่างๆ การลดต้นทุนการขนส่ง การเดินทางของประชาชนได้ โดยขณะนี้หลายประเทศทะยอยเดินทางเข้ามาเจรจาเพื่อขอร่วมลงทุนบ้างแล้ว
นอกจากนี้รัฐบาลยังเดินหน้าช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐ อบต.ประมาณ 5 แสนคน ผ่านกองทุน 6,000 ล้านบาท ด้วยการนำกองทุนประกันสังคม กองทุน สปสช.และกองทุนสวัสดิการของราชการ เพื่อให้ทั้ง 3 กองทุนทำงานร่วมกัน เพื่อให้เข้าถึงการบริการด้านสาธารณะสุขเหมือนกับประชาชนทุกกลุ่ม







