posttoday
คนตายและผู้บริสุทธิ์แบกรับกรรมนิรโทษกรรม

คนตายและผู้บริสุทธิ์แบกรับกรรมนิรโทษกรรม

08 กุมภาพันธ์ 2556

ทุกฝ่ายได้ประโยชน์จากการนิรโทษกรรมครั้งนี้ ยกเว้นสองฝ่ายคือ คนตาย และ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้ทำความผิดอะไร

โดย....ทีมข่าวการเมือง

ท่ามกลางการเคลื่อนไหวเครือข่ายเสื้อแดง กลุ่มต่างๆ ออกมาเรียกร้องกดดันรัฐบาลออกพรก.นิรโทษกรรมบ้าง ออกร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม บ้าง  อีกด้านหนึ่ง  น.ส.นิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ภรรยาพล.อ.ร่มเกล้าที่เสียชีวิตจากการเข้าไปปฏิบัติหน้าที่คลี่คลายสถานการณ์การชุมนุม10 เม.ย.53   ได้เขียนบทความ “ประชาชนได้อะไรจากการนิรโทษกรรม….ในวันนี้?”

น.ส.นิชา ไม่ต่างกับ เหยื่อการเมืองรายอื่น  เธอก็เป็นหนึ่งในครอบครัวที่สูญเสียเหมือน ครอบครัวพี่น้องประชาชนคนเสื้อแดง ประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องบาดเจ็บ เสียชีวิตจากการกระทำของกลุ่มบุคคลใช้ความรุนแรงห้ำหั่น  กระทำการเผาบ้านเผาเมือง  ถ้าไม่มีการแยกแยะรอบคอบ กลุ่มบุคคลผู้กระทำผิดที่มิเคยแสดงความรับผิดชอบที่ตนเองกระทำ ก็จะได้อานิสงค์จากการนิรโทษกรรมด้วย    

“ระหว่างบรรทัดนับจากนี้จึงมีแง่มุมหลายประการพึงที่ผู้มีอำนาจรัฐ มิควรมองข้ามเสียงเล็กๆของเธอ”    

ลองพยายามทำใจเป็นกลางคิดว่า ถ้าทุกคนในบ้านเมืองอยากได้สิ่งนี้  เราก็ต้องฝืนใจยอมรับ และถ้าสิ่งนี้มันดีกับบ้านเมืองจริง เราก็จะยอมรับด้วยความเต็มใจ  แต่จนถึงวันนี้ ไม่อาจเข้าใจว่า การนิรโทษกรรมในตอนนี้  มันจะดีกับบ้านเมืองและให้หลักประกันความปลอดภัยแก่ลูกหลานของเราในอนาคตได้อย่างไร ในเมื่อเรายังไม่ได้เรียนรู้บทเรียนจากการสูญเสียร่วมกันเลย...

ในเมื่อ ยังมีคนไม่รู้ตัวว่าทำผิดอีกจำนวนมาก  ในเมื่อยังมีคนผิดที่ไม่ยอมรับผิดและไม่หลาบจำในความผิดของตนอีกจำนวนมาก(แถมยังพร้อมจะย้อนกลับมาทำผิดอีก)  และในเมื่อยังมีฆาตกรกรที่ไม่เดือดเนื้อร้อนใจเดินลอยนวลอยู่ในสังคมอีกมาก การนิรโทษกรรมในวันนี้ จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์อันใด?

ดิฉันเข้าใจความทุกข์ยากของพี่น้องเสื้อแดงว่ามีชีวิตที่ยากลำบากอยู่ในคุก  แต่ท่านรู้ไหมว่าพวกท่านโชคดีกว่าสามีของดิฉันที่ไม่มีโอกาสเรียกร้องอะไร เพราะว่าเขา “ตาย”  เจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตเดินเข้าสู่สมรภูมิด้วยหน้าที่ แต่ผู้ชุมนุมเดินเข้าสู่พื้นที่ประกาศห้ามด้วยความสมัครใจ-ด้วยความเต็มใจที่จะฝ่าฝืนท้าทายกฎหมายของบ้านเมือง  แต่วันนี้นับว่าพวกท่านโชคดีนักที่ยังมีสิทธิได้รับการประกันตัว ยังมีโอกาสเรียกร้องขอ “อิสรภาพ”  ในขณะที่ดิฉันก็อยากเรียกร้องขอ “ชีวิต” ของสามีคืนเป็นข้อแลกเปลี่ยน ถ้าท่านให้คืนได้  ดิฉันยินดียอมรับการนิรโทษกรรมโดยไม่มีเงื่อนไขข้อแม้  แต่ถ้าท่านให้ชีวิตของสามีดิฉันคืนไม่ได้  ก็ขอแลกด้วยเงื่อนไข-คำมั่นสัญญาของความเป็นคนว่า ท่านจะไม่ทำผิดฝ่าฝืนกฎหมายทำร้ายบ้านเมืองอีก และถ้าทำผิดอีกจะไม่มีโอกาสซ้ำสอง แค่นี้เอง...ความจริงแล้วมันไม่ยุติธรรมกับความตายของเจ้าหน้าที่รัฐเลย เพราะตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 การฆ่าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ต้องมีโทษถึงประหารชีวิต

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2553 ก่อนที่กำลังเจ้าหน้าที่ทหารจะเริ่มเข้าควบคุมสถานการณ์ในวันที่ 10 เมษายน 2553  จำกันได้หรือไม่ว่าเหตุการณ์ในกรุงเทพมหานครก่อตัวรุนแรงมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 (ไม่นับการชุมนุมในปี 2552 ที่มีการยึดรถแก๊ส เผายาง เผารถยนต์ให้พี่น้องชาวดินแดงหวาดกลัว) มีการชุมนุมและเหตุการณ์ยิงระเบิดตามสถานที่สำคัญและสถานที่สาธารณะมาเรื่อยๆ

จนวันที่ 9 มี.ค2553 รัฐบาลจึงประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง แต่สถานการณ์ก็ยังทวีความรุนแรงตลอดเดือนมีนาคม โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนมีการยิงระเบิด-ไฟไหม้ แทบทุกวัน ผู้คนในกรุงเทพฯ หวาดกลัว ไม่กล้าออกจากบ้านเพราะอาจโดนระเบิดหรือโดนลูกหลงได้ทุกที่-ทุกเมื่อ คนกรุงเทพฯที่บ้านอยู่ในโซนปิดถนน เผายาง ก็ต้องอพยพพาคนแก่หนีกันโกลาหล กรุงเทพมหานครกลายเป็นเมืองมิคสัญญี  ราชการประกาศเป็นวันหยุดวันต่อวัน จนในที่สุดนำไปสู่การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในวันที่ 7 เมษายน 2553 ซึ่งเป็นช่วงสถานการณ์วิกฤติจนเกิดเหตุการณ์ในวันที่ 10 เมษายน 2553  

จากรายงานข้อเท็จจริงของ คอป.ระบุว่า ในวันที่ 10 เม.ย.2553 ช่วงเวลาเย็น ยังคงมีคำสั่งไม่ให้ทหารใช้กำลังและอาวุธ  จนกระทั่งเวลา 20.30 น.  หลังจากทหารถูกยิงตายไป 5 คนและบาดเจ็บกว่า 300 คน  จึงได้มีคำสั่งให้ทหารใช้อาวุธในกรณีที่จำเป็นเพื่อป้องกันตนเองและประชาชนผู้บริสุทธิ์

หากทหารใช้อาวุธจริงก่อนหน้านี้ คงไม่ตายและบาดเจ็บถึง 300 กว่าคน  และเมื่อทหารเป็นฝ่ายถูกกระทำก่อน  ทหารไม่มีสิทธิในการป้องกันชีวิตตนเองบ้างหรือ ทหารก็เป็นคนเหมือนกัน ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามใช้ระเบิด-ใช้อาวุธยิงทหาร หมายจะเอาชีวิต  จะให้ทหารสู้ด้วยมือเปล่าหรือ? ก็เพราะยืนนิ่งให้เขาทำร้ายมิใช่หรือ ทหารถึงได้ตายบาดเจ็บพิการกันมากขนาดนั้น

หากผู้ชุมนุมเคารพกฏหมาย ไม่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯและชุมนุมด้วยความสงบสันติ ทหารก็คงไม่ต้องถูกเรียกมา และพลเอกร่มเกล้า ก็คงไม่ตาย  แต่ภาพในวันนั้น  หลังจากประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในวันที่ 7 เม.ย. แล้วพี่น้องเสื้อแดงก็ยังหลั่งไหลเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ อย่างไม่หวาดหวั่นกลัวต่อสิ่งใดเลย

ดิฉันเชื่อว่ามีพี่น้องเสื้อแดงหลายคนไม่ได้มีเจตนาจะใช้ความรุนแรง แต่การที่ท่านฝ่าฝืน พ.ร.ก. หลั่งไหลเดินทางมารวมตัวกันเพื่อเป็นโล่ห์มนุษย์ให้อาชญากรในวันนั้น ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติการนำความสงบคืนสู่กรุงเทพมหานครด้วยความระมัดระวังยากลำบาก เพราะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของ  พี่น้องประชาชน  จนทำให้ในที่สุดเจ้าหน้าที่ต้องตายเสียเอง พี่น้องเสื้อแดงตกเป็นเครื่องมือของผู้เจตนา  ไม่บริสุทธิ์ คนที่เริ่มใช้ความรุนแรงในการชุมนุมครั้งนั้นคือต้นเหตุที่ทำให้พี่น้องเสื้อแดงต้องโดนคดีติดคุก  เราจึงควรช่วยกันหาตัวคนผิดเหล่านั้น และก็ต้องไม่ลืมว่าบรรดาแกนนำประกาศชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นจะรับผิดชอบเอง บัดนี้จึงถึงเวลาที่เขาควรจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อพี่น้องตามที่เขาได้ประกาศไว้เสียที

การชุมนุมในระบอบประชาธิปไตยนั้นทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย บ้านเมืองนี้มิใช่ของใคร ที่จะทำอะไรตามอำเภอใจตนเองได้โดยไม่เคารพกฎหมาย ดังนั้น เพื่อสร้างบรรทัดฐานของความยุติธรรมตามหลักนิติรัฐของสังคม ดิฉันจึงปรารถนาให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปตามกลไกที่ควรจะเป็น (อย่างเป็นธรรม) จนเมื่อบรรยากาศปรองดองเริ่มเกิดขึ้น สังคมจึงหันมาคุยกันถึงเรื่องการ  นิรโทษกรรม โดยในระหว่างนั้น เพื่อเห็นแก่เมตตาธรรม พี่น้องเสื้อแดงก็ยังมีโอกาสที่จะได้รับสิทธิในการประกันตัวไป  แต่ความหวังนี้ คงเป็นไปไม่ได้ในยุคนี้ ยุคที่ผู้บริหารประเทศขาดมโนธรรมสำนึก ใช้เล่ห์กลกับประชาชนของตนเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยไม่คำนึงถึงความชอบธรรมและความรู้สึกของประชาชน  ดิฉันจึงมิอาจคาดหวังมากไปกว่านี้ได้  เพียงแต่ขอใช้สิทธิในฐานะผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์โดยตรง ร้องขอเงื่อนไขหากมีการนิรโทษกรรมดังนี้

คนตายและผู้บริสุทธิ์แบกรับกรรมนิรโทษกรรม น.ส.นิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ภรรยาพล.อ.ร่มเกล้า

ข้อเสนอ/เงื่อนไขการนิรโทษกรรม

1.  หากมีการเร่งนิรโทษกรรมผู้ฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องไม่ครอบคลุมถึงผู้ทำผิดคดีอาญา คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  นอกจากนี้ กระบวนการยุติธรรมเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดคดีอาญาและคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพดังกล่าวจะต้องดำเนินอยู่ต่อไป 

2.   หากจะมีการนิรโทษกรรมให้แก่ประชาชนผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เข้าร่วมชุมนุมโดยมิได้ใช้ความรุนแรงหรือมีส่วนในการทำความผิดคดีอาญา/คดีหมิ่นฯต้องนิรโทษกรรมอย่างมีเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

2.1) ผู้ที่จะได้รับนิรโทษกรรมต้องยอมรับว่าตนได้ละเมิดกฎหมาย ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  และมีการทำทัณฑ์บนว่าจะไม่เข้าร่วมการชุมนุมที่ละเมิดฝ่าฝืนกฎหมายอีก

2.2) ผู้ที่จะได้รับนิรโทษกรรมต้องเปิดเผยข้อมูล-ความจริงของเหตุการณ์ใช้ความรุนแรง แก่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง หรือ คณะกรรมการชุดอื่นที่มีความเป็นกลาง ปราศจากการแทรกแซง ซึ่งมีการแต่งตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ให้สมบูรณ์เติมเต็มจากรายงานข้อเท็จจริงของ คอป.(โปรดศึกษาตัวอย่างความสำเร็จของกรณีการสร้างความปรองดองของสาธารณรัฐ แอฟริกาใต้ ซึ่งอยู่บนรากฐานของการค้นหาความจริง  โดยประธานาธิบดีแต่งตั้ง คณะกรรมการนิรโทษกรรมขึ้นมาพิจารณาองค์ประกอบของผู้ที่จะได้รับนิรโทษกรรม   ที่ต้องยอมเปิดเผยความจริง ที่สำคัญคือ ประธาธิบดีเนลสัน แมนเดลา เป็นผู้นำที่มีความจริงใจและมีความเป็นธรรมแก่คู่กรณีทุกฝ่าย)

3. รัฐบาลและหน่วยงานรัฐที่ได้รับมอบหมายให้ไปทำความเข้าใจกับประชาชน ต้องไม่พยายามทำให้สังคมหลงประเด็นว่า การนิรโทษกรรมหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือการปรองดอง เพราะการนิรโทษกรรมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปรองดองเท่านั้น และพึงทำเมื่อบริบทสังคมมีความพร้อม เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย แต่ในกรณีของไทย ยังมีขั้นตอนกระบวนการปรองดองอีกมากซึ่งสังคมไทยยังไม่ผ่านขั้นตอนเหล่านั้น ยังไม่เกิดการเรียนรู้บทเรียนร่วมกัน  สังคมไทยไม่มีวันปรองดองกันได้ ตราบใดที่ผู้ชนะยังใช้อำนาจความได้เปรียบที่ตนมีอยู่ในมือ กดขี่-ข่มเหง-รังแกฝ่ายตรงข้าม หรือใช้หลัก “ความยุติธรรมของผู้ชนะ”เฉกเช่นที่เรารู้สึกกันอยู่ทุกวันนี้ 

4. ขอให้นายกรัฐมนตรีประกาศแผนการสร้างความปรองดองของคนในชาติให้ชัดเจน เป็นรูปธรรมโดยเฉพาะชี้แจงขั้นตอนการปรองดองที่จำเป็น ดังนี้

4.1) การค้นหาข้อเท็จจริง –  รัฐบาลมีผลสรุปว่าอย่างไร จะทำอย่างไรกับความจริงของ เหตุการณ์ที่ยังมีข้อขัดแย้งกันอยู่  จะทิ้งไว้ให้เป็นข้อกังขาเช่นนี้หรือ นายกรัฐมนตรีตอบสักคำได้หรือไม่ว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงเป็นไปอย่างสงบสันติหรือฝ่าฝืนกฎหมาย?  แล้วจะทำอย่างไรกับข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการใช้ความรุนแรงในอนาคต ตามมาตรการต่างๆ ที่ คอป.ได้เสนอไว้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2555 สิ่งนี้จำเป็นต้องใช้ political will ไม่ใช่มอบหมายให้ข้าราชการประจำรับไปทำ และจนบัดนี้ก็ยังไม่มีมาตรการป้องกันใดๆ เลย

เรื่องนี้ต้องขอพูดซ้ำๆ เพราะเชื่อว่าถ้าพรุ่งนี้มีม๊อบอีก ก็คงต้องล้มตายกันอีก (โดยเฉพาะถ้าเป็นการชุมนุมของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เช่นม๊อบเสธอ้ายเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 55 ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า สถานที่เดียวกัน ทำไมจึงได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากม๊อบของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 29 ม.ค.56 ราวฟ้ากับดิน)

4.2) กระบวนการยุติธรรม –  ขอหลักประกันจากนายกรัฐมนตรีว่าหน่วยงานของรัฐจะดำเนินการด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม คดีของพลเอกร่มเกล้า ไม่เคยได้รับคำอธิบายใดๆ จาก     ดีเอสไอ ยกเว้นครั้งเดียวที่ รมว.ยุติธรรมส่งเอกสารมาให้ระบุว่า “ยังไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำความผิดได้” ดิฉันตะโกนถามผ่านสื่อไปหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีคำตอบจาก DSI เลยสักครั้ง

4.3) การเยียวยา – หากภายหลังการสอบสวนพบว่าผู้ได้รับเงินเยียวยาเป็นผู้กระทำ ความผิด จะมีมาตรการอย่างใด เพราะโดยหลักการผู้ได้รับเงินเยียวยาต้องไม่ใช่ผู้กระทำความผิด

4.4) การสานเสวนา ซึ่งรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการอยู่ในขณะนี้  รัฐบาลต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และเมื่อ   ได้ข้อสรุปแล้ว รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไป  จะรอนำผลสรุปของการสานเสวนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน มาประกอบการพิจารณาเรื่องการนิรโทษกรรม การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฯลฯ รวมถึงเรื่องต่างๆ ที่โยงกับการปรองดองอย่างไร  มิฉะนั้นแล้วจะเสียงบประมาณเกือบร้อยล้านบาททำไปเพื่ออะไร และหากให้เกียรติเสียงประชาชน กลไกฝ่ายต่างๆ ของพรรครัฐบาลก็ต้องหยุดรอฟังเสียงประชาชนก่อนที่จะไปดำเนินการใดๆ  รวมถึงการเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภา

อันที่จริงแล้ว รัฐบาลควรหันไปเร่งแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน โดยหยุดสร้างประเด็นร้อนๆ ที่มีแต่จะสร้างความขัดแย้งมากกว่าปรองดอง(หากนายกรัฐมนตรีเชื่อผลโพลล์ โปรดลองกลับไปดูผลสำรวจความต้องการของประชาชนว่าไม่ได้ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ)

4.5) เพื่อเป็นหลักประกันไม่ให้มีการชุมนุมเกินขอบเขตในอนาคต  ขอให้มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการชุมนุม เพื่อควบคุมการชุมนุมให้เป็นไปอย่างสงบสันติตามแบบอย่างนานาประเทศ

ดิฉันรู้ตัวว่าเป็นเพียงเสียงเล็กๆ เสียงเดียวที่ไม่มีความหมาย จะพูดไปใยกี่ครั้งกี่หนก็เท่านั้น  แต่ก็จำเป็นต้องส่งเสียงสะท้อนของคนกลุ่มหนึ่ง ไปถึงใครก็ตามที่คิดว่ารักชาติรักแผ่นดิน ขอให้ละวางประโยชน์ส่วนตัวและนึกถึงอนาคตของลูกหลานที่รักของท่านไว้บ้าง

หากรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีมีความจริงใจที่จะปรองดองจริง ก็ต้องตอบคำถามเหล่านี้แก่ประชาชนของท่านได้  มิฉะนั้นเราก็ก้าวผ่านขั้นตอนปรองดองของคนในชาติกันไม่ได้  ที่ผ่านมารัฐบาลทำเสมือนว่าแตะทุกขั้นตอน  แต่ทำสลับขั้นตอนและก็สักแต่ว่าทำเพื่อให้ครบกระบวนการเท่านั้นเอง เช่นค้นหาข้อเท็จจริงแล้ว แต่ได้ข้อเท็จจริงมาก็ไม่สนใจเนื้อหา โยนรายงานทิ้ง เดินหน้าตามเกมส์ต่อไปเป็นต้น   

ดิฉันไม่ได้ใจแคบปฏิเสธการนิรโทษกรรมหากเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ในสังคม (แม้มันจะแลกด้วยชีวิตของสามีที่ไม่มีวันเรียกคืนมาได้) แต่อยากย้ำว่าการนิรโทษกรรมง่ายๆ ในตอนนี้ มันไม่ได้ช่วยป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นกับลูกหลานของเราในอนาคต

มีเพื่อนผู้พิพากษาท่านหนึ่ง  พูดได้โดนใจว่า ทุกฝ่ายได้ประโยชน์จากการนิรโทษกรรมครั้งนี้ ยกเว้นสองฝ่ายคือ (1)คนตาย และ (2)ประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้ทำความผิดอะไร... เราคือผู้ที่ต้องแบกรับกรรมนี้ไว้ และก็ไม่มีใครเขาสนใจความรู้สึกของเรา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท