
โลกมองไทย
สื่อออนไลน์ท้องถิ่นของประเทศออสเตรเลียจัดทำสกู๊ปข่าวพิเศษในประเด็นที่ด้านกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยที่มีนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยสัมภาษณ์ผู้เสียหาย หรือญาติของเหยื่อที่เกี่ยวข้องกับเหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางมาเยือนประเทศไทย
สื่อออนไลน์ท้องถิ่นของประเทศออสเตรเลียจัดทำสกู๊ปข่าวพิเศษในประเด็นที่ด้านกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยที่มีนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยสัมภาษณ์ผู้เสียหาย หรือญาติของเหยื่อที่เกี่ยวข้องกับเหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางมาเยือนประเทศไทย
ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวระบุว่า แม้ไทยจะเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับชาวออสเตรเลียกว่าล้านคนในแต่ละปี โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อการสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขในระหว่างการลาพักร้อน หรือพักงาน แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากขึ้น ยังนำมาซึ่งตัวเลขสถิติเชิงลบ คือ การตายของนักท่องเที่ยวออสเตรเลียมากกว่า 1,300 คน
นอกจากนี้ สาเหตุของการเสียชีวิตส่วนใหญ่ยังคงเป็นปริศนาที่ยังไม่ได้รับความกระจ่างใดๆ จากเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในประเทศไทย หรือแม้จะมีความคืบหน้าและสามารถจับกุมผู้ร้ายมาดำเนินคดี แต่บทลงโทษของไทยกลับเบาเกินไปเมื่อเทียบกับความผิดที่ผู้ต้องหากระทำ และยังไม่สามารถเยียวยาบาดแผลที่เหยื่อหรือญาติของเหยื่อได้รับเลยแม้แต่น้อย
รายงานดังกล่าวได้ยกเอากรณีของ โรรี แมคโดนัลด์ ผู้สูญเสีย แอนดรูว์ โอ๊ค ลูกชาย บนแผ่นดินเมืองไทย ด้วยสาเหตุที่รู้แน่ชัดว่าไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดาแน่นอน
เพราะบาดแผลบนร่างกายของโอ๊ค ทั้งรอยกระหน่ำทุบตีศีรษะ จากของมีคมตามร่างกาย และสภาพแขนที่ห้อยร่องแร่ง บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าโอ๊คถูกรุมทำร้ายอย่างรุนแรง
แถมที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือ แมคโดนัลด์รู้แน่ชัดว่าใครเป็นฆาตกร เช่นเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยก็รู้เช่นกัน โดยหลังจากที่ใช้เวลาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเฝ้าเพียรทวงถามความยุติธรรมให้กับการตายของบุตรชาย ในที่สุดเจ้าหน้าที่ไทยก็สามารถรวบตัวฆาตกรได้
ทว่า สิ่งที่ทำให้หัวอกความเป็นพ่อของแมคโดนัลด์ชอกช้ำยิ่งกว่าก็คือคำตัดสินของทางการไทย
“เขาถูกจับกุม ตั้งข้อหา และมีความผิดในข้อหาฐานฆ่าคนตายกับสมคบคิดวางแผนกันฆ่าผู้อื่น แต่โทษก็คือ เขาได้ติดทัณฑ์บน 3 ปี” แมคโดนัลด์ เล่า โดยระบุว่าไม่เพียงแต่ตนเองเท่านั้นที่รู้สึกแย่กับคำตัดสิน กระทั่งอัยการในขณะนั้นยังกล่าวว่า คำตัดสินดังกล่าวอาจกลายทำให้เยาวชนไม่กลัวเกรงกฎหมาย และหวนกลับไปทำผิดซ้ำๆ อีก
ทั้งนี้ แอนดรูว์ โอ๊ค ผู้เสียชีวิตในวัย 28 ปี ก็เป็นเช่นเดียวกันกับวัยรุ่นออสเตรเลียส่วนใหญ่ที่เดินทางมาเยือนไทยและตกหลุมรักสถานที่แห่งนี้ทันทีที่เหยียบย่างเข้ามา
“เขารักประเทศนี้ รักผู้คนที่นี่” แมคโดนัลด์กล่าว พร้อมเล่าเพิ่มเติมว่า โอ๊ครักเมืองไทยมาก จนกระทั่งได้พบรักกับสาวไทย และแต่งงานกัน
แน่นอนว่าชีวิตของโอ๊คราบรื่นดี จนกระทั่งคืนหนึ่งในระหว่างเดินทางกลับบ้านโอ๊คและภรรยาโดนจู่โจมจากชายแปลกหน้า 3 คน โอ๊คร้องให้ภรรยาซึ่งกำลังตั้งครรภ์วิ่งหนีเอาตัวรอด ขณะที่ตัวเองโดนรุมทำร้ายไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และแทบไม่เหลือลมหายใจแล้วเมื่อความช่วยเหลือมาถึง
ทันทีที่ทราบข่าว แมคโดนัลด์รีบรุดมาที่ประเทศไทยทันที แต่สิ่งที่รออยู่กลับเป็นร่างไร้วิญญาณของลูกชาย แถมที่เลวร้ายกว่านั้น ด้วยข้อติดขัดของกฎหมายบางประการ ทำให้ท้ายที่สุดแมคโดนัลด์จำต้องฝังลูกชายไว้ในต่างแดน ทว่าก็ยังมีข่าวดีให้ชื่นใจบ้าง เมื่อลูกสะใภ้ภรรยาของโอ๊ค คลอดหลานสาวให้ได้เชยชม สาวน้อยผู้กำพร้าพ่อตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลืมตามองโลก
หนึ่งปีหลังการตายของลูกชาย และเป็นห้วงเวลาที่แมคโดนัลด์ยอมทุ่มเงินหมดไปหลายหมื่นเหรียญสหรัฐ ในที่สุดเจ้าหน้าที่ไทยก็สามารถจับกุมคนร้าย 3 คนที่ฆ่าโอ๊คได้สำเร็จ โดยเจ้าหน้าที่พบว่าทั้งหมดเสพยาและดื่มเหล้าอย่างหนักจนเกิดความคึกคะนองที่เลยเถิดไปถึงการวางแผนลงมือฆ่าชาวต่างชาติสักคนในคืนดังกล่าว
“ผมทุ่มเงินหลายหมื่นเหรียญสหรัฐเพื่อดำเนินการเอาผิดให้สมกับสิ่งที่พวกเขากระทำ และเป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่ารัฐบาลของผม (ออสเตรเลีย) ควรใส่ใจด้วยเช่นกัน” แมคโดนัลด์ กล่าว ก่อนเอ่ยถึงผลลัพธ์ที่น่าผิดหวังว่า ไม่มีคนร้ายสักรายที่โดนจับดำเนินคดี ทุกคนได้รับการปล่อยตัวพร้อมติดทัณฑ์บน 3 ปี แถมแมคโดนัลด์ยังบังเอิญเจอหนึ่งในคนร้ายทำงานใช้ชีวิตตามปกติด้วยการเป็นยามรักษาความปลอดภัยที่กาสิโนแห่งหนึ่งในมาเก๊า
“ถ้าหากผมไม่ตามจี้ คดีดังกล่าวก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น” แมคโดนัลด์ สรุป
ทั้งนี้ แมคโดนัลด์ยอมรับว่ายังไม่คิดถอดใจในการเดินหน้าทวงถามความยุติธรรมให้กับบุตรชายแน่นอน ขณะเดียวกัน เจ้าตัวก็ไม่ต้องการให้การตายของบุตรชายสูญเปล่าเช่นกัน
“ผมหมายความว่าผมไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับใครอีก เราต้องลุกขึ้นมาเรียกร้อง” แมคโดนัลด์ กล่าวปิดท้าย







