
"วีระ"เตือนเสื้อชมพูต่อต้านระวังเกิดสงครามชนชั้น
“ไพบูลย์” เสนอถนนยุทธศาสตร์ 3 สาย แก้ปัญหาวิกฤตท่ามกลางความขัดแย้ง ด้าน “วีระ” พร้อมเจรจารอบสาม ย้ำรัฐบาลต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เตือนเสื้อชมพูต่อต้านระวังเกิดสงครามชนชั้น
“ไพบูลย์” เสนอถนนยุทธศาสตร์ 3 สาย แก้ปัญหาวิกฤตท่ามกลางความขัดแย้ง ด้าน “วีระ” พร้อมเจรจารอบสาม ย้ำรัฐบาลต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เตือนเสื้อชมพูต่อต้านระวังเกิดสงครามชนชั้น
เมื่อเวลา 1 เม.ย. เมื่อเวลา 14.00 น.ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดเสวนาหัวข้อ “เนื้อหาที่ควรคุยใน วิกฤตความขัดแย้ง” โดยนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เชื่อว่า วิกฤตคือโอกาส แม้ว่าหลายคนจะไม่เชื่อ วิกฤตประเทศไทยผ่านมาหลายยุค หลายสมัย ตั้งแต่ 2475 จนถึงปัจจุบัน เป็นวิกฤตที่ให้กำไรกับสังคมไทย ได้เรียนรู้และพัฒนามาเป็นอันมาก ทั้งเรื่องการชุมนุมโดยสงบ และการตื่นตัวทางการเมือง การเจรจาที่ผ่านมาถือว่าน่าพอใจและสามารถทำให้ดีกว่านี้ แต่ยังเป็นมือใหม่อยู่ ประเทศไทยถือว่าเป็นครอบครัว เมื่อคนในครอบครัวต้องการที่จะรื้อ ภายใน 15 วัน ขณะที่อีกคนต้องการให้รื้อ 9 เดือน จึงเป็นเรื่องของคนครอบครัวที่จะต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไร
นายไพบูลย์ กล่าวว่า นอกจากกำไรแล้วยังเป็นโอกาสสูงที่จะมาร่วมกันพัฒนาประเทศไทยให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม จึงเป็นที่มาของโรดแม๊บ หรือ แผนที่เดินทาง ที่เราต้องเดินไปให้ถึง ฉะนั้นสิ่งที่ควรพูดคุยกันในวิกฤตความขัดแย้งก็คือ โรดแม๊บเส้นทางยุทธศาสตร์ ดังนั้น เสนอถนน 3 สาย ที่เป็นถนนยุทธศาสตร์ คือ
1.แก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและสร้างการเมืองแบบร่วมคิดร่วมทำ ซึ่งการเจรจาต้องหวังผลการพอใจร่วมกัน ไม่ใช่เพื่อชนะหรือแพ้ ตนหวังว่าสิ่งที่จะพูดกันต่อไปถ้ามาเจอกันได้เพื่อหาข้อสรุปที่พอใจด้วยกัน 2.แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาหนี้สิน และปัญหายากจนแบบบูรณาการและยั่งยืน โดยทุกฝ่ายจะต้องมาร่วมมือกันในการระดมความคิด และ 3.แก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมและสร้างความเป็นมิตรไมตรีในสังคม
ด้าน นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นมานานหลายร้อยปีแล้วไม่ใช่เพิ่งจะมาเกิดในยุคนี้ และสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ผ่านมาก็คือ อำมาตย์ ที่ไม่เคยคิดว่าประชาชนคือเจ้าของประเทศ จึงทำให้ประชาชนลุกขึ้นสู้ ดูอย่างในปี 2514 ที่ประชาชนลุกขึ้นสู้จนแตกหักในปี 2516 และมีเหตุการณ์อื่น ๆ อีกหลายครั้ง ปัญหาของประเทศนี้อยู่ที่การไปยึดอำนาจ ไม่ให้เวลาประชาชนในการแก้ไขปัญหาของประชาชน ไม่ให้เกียรติแก่ประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศ บอกว่ามีการซื้อสิทธิ ขายเสียง ทั้งนี้การแก้ชุมนุมของ นปช. ยังคงใช้หลัก สันติ อหิงสา ฉะนั้นอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเสียงที่เรียกร้องแค่ไหน โดยเราให้ไปเริ่มต้นที่การยุบสภา เลือกตั้งใหม่
“ไม่มีพวกผมอย่าคิดว่าประชาชนเขาไปไม่ได้ แต่ไปได้เพียงแต่อาจจะรุนแรง ถ้าพวกผมยังอยู่ รับประกันว่าไม่รุนแรง แต่ถ้าไม่มีพวกผมอาจจะเกิดความรุนแรง ผมไม่คิดว่าการชุมนุมครั้งนี้จะเกิดสงครามชนชั้น แต่เมื่อมีการนัดชุมนุมคนเสื้อชมพู ผมคิดว่าจะเกิดสงครามชนชั้นก็คราวนี้ ผมพูดไม่ได้ขู่ เพราะผมไม่เอาด้วยกับความรุนแรง แต่ผมพูดเพราะผมอ่านความคิดของผู้ชุมนุมและแกนนำคนอื่น หากรัฐบาลคิดจะใช้ความรุนแรงจัดการกับผู้ชุมนุม” นายวีระ กล่าว
นายวีระ กล่าวว่า ส่วนการเจรจารอบ 3 นั้นตนพูดเสมอว่าเรื่องของประเทศชาติพูดกันได้ แต่จะเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน และต้องไม่เอาเรื่องบนเวทีการปราศรัยมาเจรจาไม่เช่นนั้นก็จะเจรจากันไม่ได้ แต่หากไม่สามารถหาทางยุติได้ อาจจะไปถึงขั้นที่ประชาชนอาจจะต้องออกมาปฏิวัติ
พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า เราเรียกร้องให้เกิดการเจรจามานาน เพิ่งจะมาเกิดผลในครั้งนี้ เพราะทุกคนกลัวว่าจะเกิดสงครามกลางเมือง แต่ตนเองไม่เชื่อว่าจะเกิดเพราะสังคมไทยไม่ใช่แบบนั้น ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นสิ่งที่ดี เป็นพัฒนาการการเมืองที่ถูกจัดตั้งมานานไม่ได้เกิดโดยธรรมชาติ เวลานี้สังคมอยากกระหายใคร่รู้ว่าทุกอย่างจะจบลงอย่างไร
ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะระบบโครงสร้างของประเทศที่ก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมจึงทำให้มีปัญหา ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างด้านเศรษฐกิจ และตนเองไม่แปลกใจที่คนขับแท๊กซี่ทำไมรัก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะธนาคารไม่ให้เขากู้ แต่กลับให้รายใหญ่ ๆ กู้ ทั้งนี้ การแก้ปัญหาการเมืองต้องปล่อยให้การเมืองเขาว่ากันไป แต่ตนอยากจะบอกว่าถ้าหากยังเกิดระเบิดขึ้นทุกวันโอกาสที่จะจบก็จะไม่จบ
นายไพโรจน์ พลเพชร ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่คนไทยมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงสุด ในอดีตที่ผ่านมามักจบลงด้วยความรุนแรงในความคิดเห็นที่แตกต่าง การชุมนุมเรียกร้องมีตลอดเวลา แต่การชุมนุมใหญ่ทางการเมืองช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจะเห็นก็มีครั้งนี้ รัฐบาลชุดนี้ถูกตั้งคำถามว่าเข้าสู่อำนาจโดยชอบธรรมหรือไม่ ซึ่งเป็นวิกฤติการขึ้นสู่อำนาจ และการใช้อำนาจของสถาบันการเมืองทุจริตหรือไม่ การใช้อำนาจแบบสองมาตรฐาน ทั้งที่เรื่องสองมาตรฐานดำรงอยู่ในสังคมไทยมานานแต่ก็ปะทุขึ้นมาในเวลานี้ ทางออกในเรื่องนี้ต้องมีการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งหมดโดยต้องใส่ใจข้อเสนอของภาคประชาชนเป็นพิเศษด้วย







