
ใครควรเป็นประธานบอร์ด ปตท.?
เรื่องหนึ่งที่น่าจับตามองในช่วงนี้คือ ข่าวที่นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน ลาออกจากตำแหน่งประธานบอร์ดบริษัท ปตท. “เพราะการเมืองบีบรุนแรง” แม้เจ้าตัวอ้างว่างานมากเนื่องจากยังเป็นกรรมการใน ปตท. และบริษัทในเครืออื่นๆอยู่ ประกอบกับข่าวที่ว่าประธานบอร์ดคนใหม่น่าจะเป็นการชิงกันระหว่าง “ศิษย์เพื่อไทย” สองคนคือ นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี และนางเบญจา หลุยเจริญ ซึ่งทั้งคู่ก็เป็นกรรมการของ ปตท.อยู่ในปัจจุบัน
เรื่องหนึ่งที่น่าจับตามองในช่วงนี้คือ ข่าวที่นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน ลาออกจากตำแหน่งประธานบอร์ดบริษัท ปตท. “เพราะการเมืองบีบรุนแรง” แม้เจ้าตัวอ้างว่างานมากเนื่องจากยังเป็นกรรมการใน ปตท. และบริษัทในเครืออื่นๆอยู่ ประกอบกับข่าวที่ว่าประธานบอร์ดคนใหม่น่าจะเป็นการชิงกันระหว่าง “ศิษย์เพื่อไทย” สองคนคือ นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี และนางเบญจา หลุยเจริญ ซึ่งทั้งคู่ก็เป็นกรรมการของ ปตท.อยู่ในปัจจุบัน
สำหรับฝ่ายที่เคยเรียกร้องให้ปลัดกระทรวงพลังงานไม่อยู่ในบอร์ด ปตท. เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นข่าวดี เพราะจะลดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน “สวมหมวก 2 ใบ”ใบหนึ่งในฐานะปลัดกระทรวงที่มีอำนาจในการกำกับดูแลการพลังงาน กับอีกใบหนึ่งในฐานะบอร์ดหรือตัวแทนผู้ถือหุ้นที่มีหน้าที่แสวงกำไร โดยที่แรงจูงใจจากผลตอบแทนการเป็นบอร์ด ปตท.นั้นสูงนัก ทำให้ปลัดใช้อำนาจกำกับดูแลในทางที่ไม่ชอบไม่ควร ปล่อยให้ ปตท.กำไรมหาศาล ในขณะที่ประชาชนต้องแบกรับราคาพลังงานที่สูง ซึ่งเป็นกระแสความเชื่อที่รุนแรงและกว้างขวางพอสมควร เรื่องนี้ดิฉันจะพยายามคลี่คลายข้อเท็จจริงซึ่งละเอียดอ่อนมากในโอกาสต่อไป รวมทั้งเรื่องความสำคัญของการแก้ไข พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ไม่ให้ ปตท.มีอำนาจเหนือตลาดโดยไม่จำเป็น
เราลองเปรียบเทียบระหว่างข้าราชการกระทรวงพลังงานกับคนที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองอาจแต่งตั้งจากข้างนอก โดยทั่วไปข้อดีของปลัดกระทรวงคือ
1.เป็นมืออาชีพที่มีความรู้ความชำนาญเรื่องพลังงาน ซึ่งก็มีความสลับซับซ้อนอยู่มาก
2.จะต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ทางพลังงานที่จะเกิดต่อระบบเศรษฐกิจและผู้บริโภคน้อยใหญ่
3.จะทำงานอยู่ต่อไปในขณะที่การเมืองไม่แน่นอนอาจจะมีการเปลี่ยนขั้ว
4.ด้วยหน้าที่ภูมิความรู้และสถานะของผู้ที่อยู่ยาวน่าจะเหมาะสมในการเป็นตัวแทนของภาครัฐที่จะหา “ความสมดุลที่ควรจะเป็น” ระหว่างหมวก 2 ใบคือ การแสวงหากำไรของ ปตท. กับการกำกับดูแลเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง และให้ผู้บริโภคได้ใช้พลังงานในราคาที่เป็นธรรม
ทั้งนี้ทั้งนั้นการแสวงหาความสมดุลจะง่ายขึ้นมาก หากให้งดรับผลประโยชน์จากการเป็นบอร์ด
แล้วลองดูตัวเต็งประธานบอร์ดสองท่าน นายวิเชษฐ์เคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ สส.ราชบุรี สังกัดพรรคไทยรักไทย แต่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 ส่วนนางเบญจาในฐานะอดีตรองอธิบดีกรมสรรพากรเป็นผู้ที่ตอบข้อหารือกรณีซื้อขายหุ้นชินคอร์ปว่า “ไม่ต้องเสียภาษี” จึงกลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างแดน และเป็นปมจุดประเด็นความขัดแย้งอื่นๆตามมามากมาย
แม้จะมีข่าวว่านายณอคุณเองก็มีเส้นสายในพรรคเพื่อไทยเช่นกัน แต่อย่างน้อยก็มีคุณสมบัติ 4 ประการข้างต้น ส่วนอีกสองท่านก็แล้วแต่ผู้อ่านจะมอง แต่แม้เขาจะมีความเข้าใจเรื่องพลังงานก็คงไม่ลึกซึ้งเท่ากับปลัดกระทรวง และโดยภาระหน้าที่ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องใส่ใจผลกระทบต่อการพลังงานในภาคส่วนต่างๆ หรือในระยะยาว คงจะสวมหมวกใบเดียวเลยว่าต้องดูแลประโยชน์ผู้ถือหุ้นให้ ปตท.มีกำไรมากๆ หากจะสวมหมวก 2 ใบ อีกใบหนึ่งน่าจะเป็นใบสั่งจากฝ่ายการเมืองมากกว่า
มาแล้วก็ไป อาจอยู่สัก 3 ปีหรืออาจจะสั้นกว่าถ้าเป็นการแต่งตั้งแบบต่างตอบแทนอย่างกรณีรัฐมนตรีที่หลายคนอยู่กันแค่ครึ่งปีไม่จำเป็นต้องคิดหน้าคิดหลัง เพราะฉะนั้นให้ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานบอร์ด ปตท.โดยไม่ให้รับผลประโยชน์ น่าจะดีกว่า
สิ่งที่เคยมีในอดีตคือ การแต่งตั้งองคมนตรีเข้ามาซึ่งอาจมีความเป็นกลางและป้องกันการหาประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วย และในสถานการณ์บ้านเมืองที่แตกแยกอย่างในปัจจุบันก็คงจะไม่เหมาะ
สิ่งที่ควรจะเป็นในอนาคต และนักต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันน่าจะให้ความสนใจมาร่วมกันผลักดันก็คือ การขจัดผลประโยชน์ทับซ้อน โดยไม่ให้ข้าราชการรับค่าตอบแทนทั้งหมด ไม่ว่าเงินตำแหน่ง เบี้ยประชุม โบนัส หรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่นๆ จากการเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ อย่างน้อยก็จะสร้างความเสมอภาคในหมู่ข้าราชการด้วยกัน
ที่สำคัญ ยิ่งผลประโยชน์มากก็ยิ่งเป็นแรงจูงใจให้แข่งกันเอาใจใส่ “ประโยชน์ของนาย” เพื่อแย่งกันเข้าไปรับ “ประโยชน์ส่วนตน” การห้ามกรรมการที่มาสู่ตำแหน่งบอร์ดเพราะหน้าที่งานประจำมิให้รับผลตอบแทนนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีการปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ เช่น ฝรั่งเศส อังกฤษ สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น และในธุรกิจข้ามชาติต่างๆ แม้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยก็เริ่มทำกันบ้างแล้ว
หากได้ขจัดผลประโยชน์ที่อาจสร้างความขัดแย้งในการปฏิบัติหน้าที่สวมหมวก 2 ใบ จากการได้รับค่าตอบแทนกรรมการที่สูงมากแล้ว แม้ไม่สามารถรับประกันความสุจริต 100% ได้เพราะขึ้นอยู่กับตัวบุคคล แต่ข้าราชการที่นั่งในบอร์ดรัฐวิสาหกิจก็น่าจะหา “ความสมดุลที่ควรจะเป็น” ได้ง่ายขึ้น สามารถสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้ว่าจะดูแลผลประโยชน์ของรัฐซึ่งก็คือ “ประโยชน์ประชาชน” อย่างแท้จริง







