
จับมือหาทางออก
ระยะเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ฝ่ายการเมืองก็ออกมาเล่นงานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ติดๆ กันด้วยปัญหาเดิมๆ คือ อัตราดอกเบี้ยและค่าเงินบาท
ระยะเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ฝ่ายการเมืองก็ออกมาเล่นงานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ติดๆ กันด้วยปัญหาเดิมๆ คือ อัตราดอกเบี้ยและค่าเงินบาท
เริ่มต้นจากนายวีรพงษ์ รามางกูร ที่รัฐบาลส่งมาเป็นประธานคณะกรรมการ ธปท. ออกสื่อแสดงความไม่พอใจที่ ธปท.ไม่ยอมลดดอกเบี้ย
ล่าสุด นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ใช้สื่ออัด ธปท.ซ้ำ ด้วยการหยิบยก พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย มาไล่มาตรา เพื่อส่งสัญญาณว่า นอกจาก ธปท.จะมีหน้าที่รักษาเสถียรภาพทางการเงินแล้วยังต้องคำนึงถึงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอีกด้วย
ก่อนสำทับตอนท้ายว่า ถ้าเสียหายรุนแรง ก็จะแก้กฎหมายที่กำหนดหน้าที่ ธปท.ทันที
เรียกว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่สนใจเรื่องความเป็นกลาง เรื่องความอิสระใดๆ ของ ธปท.อีกแล้ว เพราะเห็น ธปท.เป็นแค่หน่วยราชการแห่งหนึ่งของรัฐบาลที่ต้องสนองนโยบายรัฐบาลเท่านั้น ถ้ายังตีตัวออกห่าง ก็จะแก้ไขกฎหมายให้มาอยู่ใต้บังคับบัญชาของรัฐบาลเสียเลย
ถ้าถึงขั้นนั้นก็ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจของไทย
เพราะต้องไม่ลืมว่าปัญหาเงินท่วมโลกที่เข้ามาสร้างความเสียหายให้ประเทศไทยเวลานี้ เริ่มต้นจากธนาคารกลางของมหาอำนาจอย่างสหรัฐยอมพิมพ์เงินจำนวนมหาศาลออกตามความต้องการของรัฐบาล แต่ก็แก้ปัญหาไม่ได้
ตามมาด้วยนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นก็บังคับให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นทำคิวอีบ้าง และเพิ่มอัตราเงินเฟ้อเพื่อกดค่าเงินเยนให้อ่อนค่าลง จนนายเจนส์ ไวด์แมนน์ ประธานธนาคารกลางเยอรมนี ต้องออกมาเตือนว่า ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังสูญเสียอิสระในการทำงานมากขึ้น
ปัญหาอีกด้านคือ หากรัฐบาลแก้กฎหมายแล้วสั่งให้ ธปท.ลดดอกเบี้ย พิมพ์แบงก์ กดเงินบาทให้อ่อนได้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น
และอย่าคิดว่าเหตุการณ์ข้างต้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะมีบทเรียนในอดีตมากมายนับไม่ถ้วน
เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องใครถือหางใคร ใครรักใครชังใคร
แต่เป็นเรื่องหลักการที่รัฐบาลจะต้องชั่งใจให้ดีว่าจะต้องถึงกับขี่ช้างไล่จับตั๊กแตน โดยแก้กฎหมายเพียงเพราะไม่ชอบใครบางคน แต่ผลกระทบมาตกอยู่กับคนไทยทั้งประเทศ
หรือจะใช้วิธีพูดจาหารือ แล้วหาทางออกร่วมกัน
เพื่อหาทางที่ดีที่สุดต่อคนไทยและเศรษฐกิจไทย







