
ส่อเบี้ยวจ่ายค่ารถคันแรก
โพลชี้น่าห่วงกว่าครึ่งมีโอกาสถูกยึด..
โพลชี้น่าห่วงกว่าครึ่งมีโอกาสถูกยึด..
บางกลุ่มใช้จ่ายซื้อสินค้าน้อยลง..
หอการค้าไทยชี้รถคันแรกพ่นพิษ สัญญาณเบี้ยจ่ายเริ่มโผล่ คนใช้จ่ายน้อยลง
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการสำรวจทัศนคติของผู้ที่เข้าร่วมโครงการรถคันแรกของรัฐบาลว่า จากการสอบถามด้วยแบบสำรวจทั่วประเทศ พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามที่เข้าร่วมโครงการรถคันแรก มีสัดส่วน 25.8% และไม่เข้าโครงการ 74.2% โดยกลุ่มที่เข้าโครงการพบว่ามีการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันลดลงเพื่อเก็บเงินไว้ผ่อนรถถึง 49.9% อีก 53.1% ตอบว่าไม่มีผลกระทบ
ทั้งนี้ กรณีที่ต้องผ่อนชำระค่าซื้อรถคันแรก มีการสอบถามถึงว่ามีโอกาสหรือไม่ที่จะไม่สามารถผ่อนชำระได้จนครบระยะเวลา พบว่ามีโอกาสน้อย 31.2% มีโอกาสปานกลาง 27.1% ไม่มีโอกาส 16.5% ส่วนที่ตอบว่ามีโอกาสมาก 25.1% นอกจากนี้ผู้ตอบแบบสอบสอบถามส่วนใหญ่เห็นว่าโครงการรถคันแรกส่งผลให้การซื้อสินค้าทั่วไปลดลง โดยลดลงในระดับปานกลางถึง 40.4%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การสำรวจทัศนคติผู้ซื้อรถคันแรกตามนโยบายรัฐบาลครั้งนี้ เพราะต้องการจับสัญญาณของการใช้จ่ายเงินของคนกลุ่มนี้ ซึ่งพบว่าเริ่มมีอาการชอร์ตเงินพอสมควร และมีโอกาสที่จะถูกยึดรถได้ พิจารณาได้จากพฤติกรรมที่ใช้จ่ายลดลงในชีวิตประจำวัน เพราะต้องการเก็บเงินไว้ผ่อนรถ มีสัดส่วนเกือบ 50%
และเมื่อถามถึงความสามารถในการผ่อนชำระจนครบระยะเวลา พบว่า มีโอกาสมากที่จะผ่อนจนครบ 25% และปานกลาง 27% ซึ่งเป็น 2 กลุ่มที่ถือว่ามีความเสี่ยงรวมกันมากกว่า 50% ดังนั้นต้องติดตามการใช้จ่ายเงินของผู้ที่เข้าโครงการในระยะถัดไปอีกต่อเนื่อง แต่เท่าที่ดูภาพรวมมีสัญญาณที่ไม่ค่อยดีนัก
สำหรับนโยบายรถคันแรกของรัฐบาล มียอดผู้ขอใช้สิทธิคืนเงินจำนวนกว่า 1 ล้านคัน คิดเป็นเงินคืนกว่า 7 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้กว่า 100%
นอกจากนี้ ยังมีการสำรวจความเห็นนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะการจัดทำยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศให้หลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้น้อยเป็นรายได้ปานกลาง เช่น การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านรถไฟ โดยผู้ตอบแบบสอบถาม เห็นด้วยมาก 49.6% และเห็นด้วยปานกลาง 30.5% 2.การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม เห็นด้วยมาก 49.8% และเห็นด้วยปานกลาง 32.4%
3.การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับสิ่งแวดล้อม เห็นด้วยมาก 54.1% และเห็นด้วยปานกลาง 28.8% และ 4.การปรับปรุงประสิทธิภาพแผนบริหารจัดการภาครัฐ สร้างความโปร่งใส เห็นด้วยมาก 54% และเห็นด้วยปานกลาง 27.5%
เมื่อถามถึงโอกาสที่รัฐบาลจะดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จทั้ง 4 ด้าน พบว่า ในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับสิ่งแวดล้อม และการจัดการเรื่องความโปร่งใสยังมีโอกาสสำเร็จได้น้อยมาก ในขณะที่การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ยังอยู่ในระดับปานกลางที่จะประสบความสำเร็จ







