
โลกคึกรับสัญญาณบวกตลาดหุ้นเข้าภาวะกระทิง
คึกคักเบิกบานกันทั่วหน้าสำหรับบรรดานักลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดสหรัฐที่มีข่าวดีที่สุด
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
คึกคักเบิกบานกันทั่วหน้าสำหรับบรรดานักลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดสหรัฐที่มีข่าวดีที่สุด เมื่อดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์พุ่งทะลุ 10,000 จุด เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2550 และเขยิบเข้าใกล้สถิติปิดสูงสุดตลอดกาลของดาวโจนส์ คือ 14,164.53 จุด เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2550 ก่อนหน้าสหรัฐจะเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจไม่นาน
ด้านตลาดหุ้นทั่วโลกก็สดใสและมีการซื้อขายได้ดีไม่แพ้กัน โดยดัชนีเอ็มเอสซีไอ ซึ่งเป็นดัชนีวัดตลาดหุ้นใน 24 ประเทศทั่วโลก ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 5% ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยนับเป็นตัวเลขซื้อขายตลาดหุ้นสำหรับช่วงเริ่มต้นปีที่ดีที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ!
ขณะที่ข้อมูลจาก อีพีเอฟอาร์ โกลบอล บริษัทวิจัยภายใต้ความร่วมมือของเคมบริดจ์และแมสซาชูเซตส์ พบว่านักลงทุนทั่วโลกทยอยขนเงินลงทุนในตลาดทุนของประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลกในขณะนี้ถึง 10.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่มีเงินไหลออกจากตลาดทุนสูงถึง 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับตลาดในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์แทบทุกสำนักระบุตรงกันว่า สาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นคึกรับต้นปีได้ขนาดนี้ เป็นเพราะความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกเพิ่มมากขึ้นชนิดรั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ โดยเป็นผลมาจากสัญญาณบวกทางเศรษฐกิจล่าสุดของประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่อย่างจีน
กระทั่งหลายสำนักกลยุทธ์ทั่วโลกต่างเชื่อมั่นว่า ตลาดหุ้นปีนี้กำลังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะตลาดกระทิง หรือภาวะที่ตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้นนั่นเอง
สำหรับสถานการณ์ในสหรัฐ เริ่มต้นด้วยตัวเลขการจ้างงานที่ขยับปรับเพิ่มขึ้นมาที่ 1.57 แสนตำแหน่ง ในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา และแม้การว่างงานจะเพิ่มขึ้นจาก 7.8% มาอยู่ที่ 7.9% แต่ข้อมูลของกระทรวงแรงงานที่ระบุว่า โดยรวมแล้วตลอดทั้งปี 2555 เศรษฐกิจสหรัฐมีการจ้างงานเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 1.81 แสนตำแหน่งต่อเดือน เหนือกว่าที่คาดหมายไว้เฉลี่ยแล้วราว 2.8 หมื่นตำแหน่งต่อเดือน
ขณะที่รายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ เมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา พบว่าบริษัท 73 แห่ง จากทั้งหมด 254 แห่ง มีผลประกอบการและกำไรดีเกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้ สอดคล้องกับรายงานสัดส่วนบริษัทสหรัฐที่ปรับเพิ่มการคาดการณ์ผลประกอบการของตนเองมีจำนวนเพิ่มขึ้น 0.85% เมื่อเทียบกับบริษัทที่ปรับลดการคาดการณ์เมื่อเดือนที่แล้ว โดยนักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งเชื่อว่า ผลกำไรของบริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐจะขยับปรับขึ้น 7% ในปี 2556 นี้
ไมเคิล ชาอูล ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มาร์เก็ตฟิลด์ แอสเสท แมนเนจเมนต์ แอลแอลซี บริษัทบริหารจัดการกองทุนในนิวยอร์ก กล่าวว่า ตลาดหุ้นขณะนี้กำลังเข้าสู่ภาวะการเติบโตแบบค่อยๆ ฟื้นตัว ขณะที่สถานะของบริษัทสัญชาติมะกันในขณะนี้ จัดได้ว่าทำรายได้เข้ากระเป๋าได้ในระดับดีเยี่ยมและแข็งแกร่งพอ
ขณะเดียวกันการที่ปริมาณการกู้เงินขยับปรับขึ้นมากกว่า 4.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2555 ซึ่งนับว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2554 ก็นับเป็นสัญญาณทางบวกที่แสดงให้เห็นว่าบรรดาบริษัทองค์กรมะกันเริ่มเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว และหันมาขยับขยายหรือเพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้น
ด้านจีน ก็มีแนวโน้มสดใสไม่แพ้กัน เมื่อสำนักงานศุลกากรจีน เปิดเผยว่า ยอดส่งออกปีที่แล้วเพิ่มขึ้น 7.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะที่ยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 4.3% ส่งผลให้ในปี 2555 ยอดเกินดุลการค้าระหว่างประเทศของจีนเพิ่มขึ้น 48.1% เป็น 2.311 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่สถานการณ์ที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นของยุโรป ส่งผลให้นักลงทุนมั่นใจที่จะลองเสี่ยงอีกครั้ง
ทั้งนี้ ข้อมูลที่บลูมเบิร์กรวบรวมได้ พบว่าดัชนีเอ็มเอสซีไอ ออลคันทรี เวิลด์ ซึ่งรวมตลาดหุ้นในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ต่างขยับปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.8% โดย เจฟฟรีย์ บูร์เชลล์ ผู้จัดการกองทุนแอสตัน ฮิลล์ ไฟแนนเชียล อิงก์ ในโตรอนโต อธิบายว่า เมื่อสถานการณ์ที่สิ่งที่ไม่รู้และสิ่งที่นักลงทุนกลัวมีน้อยลงเรื่อยๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรที่จะมีการกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกกันอีกครั้งหนึ่ง
แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสัญญาณบ่งชี้ทางบวกในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศมหาอำนาจ แต่นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งกลับเตือนว่า ไม่ควรผลีผลามเร่งทุ่มทุนโดยไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีก่อน
เพราะถึงจะดีขึ้นจากปีก่อนหน้า แต่ภาวะตลาดหุ้นทั่วๆ น่าจะซ้ำกับปี 2555 ที่ผ่านมา โดย บิเนย์ ชานโกเธีย ผู้จัดการการเงินจากพรินซิเพิล โกลบอล อินเวสเตอร์ ให้เหตุผลว่า เป็นเพราะสถานการณ์ในขณะนี้ไม่อาจตัดสินใจได้ว่าเป็นผลมาจากปัจจัยบวกระยะสั้นหรือระยะยาว
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ นักวิเคราะห์หลายสำนักหวั่นใจว่า ขณะนี้ยังมีปัจจัยลบให้ต้องวิตกอยู่ไม่น้อย เช่น ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสหรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสบายใจในการใช้จ่าย ปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน หรือกระทั่งสถานการณ์วิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป ที่นักเศรษฐศาสตร์เพิ่งจะออกมาเตือนเมื่อไม่นานมานี้ว่า วิกฤตยุโรปยังไม่จบ แถมยังมีทีท่าว่าจะปะทุขึ้นมาอีกระลอกในปีนี้
เอ็มมานูเอล ซูพรี ผู้จัดการกองทุนนิวไฟล์ซ ไพรเวท แอสเสท ในกรุงปารีส กล่าวว่า ทางเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้ก็คือ ค่อยๆ ลงทุนและค่อยๆ รอดูจนกว่าจะมองเห็นทิศทางแนวโน้มให้ชัดเจนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
กระนั้น ต้องยอมรับว่าแม้จะมีปัจจัยเสี่ยงข้างต้นส่งเสียงทักท้วงให้นักลงทุนทั่วโลกหวาดหวั่นใจบ้าง แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กลับเห็นตรงกันว่า ภาพรวมของตลาดหุ้นในปีนี้ยังค่อนข้างสดใส และไม่ควรพลาดที่จะเข้าร่วมการลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังพุ่งทะยานเข้าสู่ภาวะกระทิง
เจโรมี เฟอร์เนริส นักวิเคราะห์จากแบงก์ มาร์ติน มอร์เรล และผู้จัดการกองทุนมูลค่า 8,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ในเมืองมาร์กเซย์ ประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า โอกาสฟื้นตัวของตลาดหุ้นจะดำเนินต่อไปตลอดปีนี้แน่นอน เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจในสหรัฐ ทั้งผลประกอบการของบริษัทหรือการจ้างงานปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกันสถานการณ์ในยุโรปที่เริ่มกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น
ด้านสถานการณ์ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย สำหรับปีนี้ก็มีแนวโน้มในทางที่คึกคักไม่แพ้กัน เมื่อดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ของจีน เริ่มเข้าสู่ภาวะตลาดกระทิงแล้วเมื่อวันที่ 29 ม.ค. ซึ่งการซื้อขายในตลาดขยับปรับขึ้นมาถึง 20% นับตั้งแต่ทำสถิติร่วงในระดับต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยยังไม่นับรวมถึงตัวเลขการส่งออกของจีนล่าสุดที่เพิ่มขึ้นเกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และปริมาณการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น 28%
เช่นเดียวกันกับตลาดหุ้นแดนปลาดิบ ที่ล่าสุดดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นพุ่งขึ้นทำสถิติปิดตลาดสูงสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2553 โดยเป็นผลจากข่าวดีของแผนกระตุ้นครั้งใหญ่ของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น
ทั้งนี้ แม้จะยังไม่มีการรับรองใดๆ เป็นมั่นเป็นเหมาะจากนักวิเคราะห์ว่า สารพัดเหตุไม่คาดฝันจะไม่เกิดขึ้นอีกในปีนี้ แต่จากการที่ภาคเศรษฐกิจจริงมีการขยับเคลื่อนไหว ไล่เรียงตั้งแต่รายได้เพิ่มขึ้น จ้างงานเพิ่มขึ้น หรือกระทั่งทำเรื่องกู้เงินเพิ่มขึ้น อนาคตของตลาดหุ้นจึงไม่น่าจะหยุดนิ่ง ดิ่งเหว หรือเลวร้ายกว่าเดิม เมื่อเทียบกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอีกต่อไป







