
โลกมองไทย
ประเด็นเรื่องพระพุทธศาสนาในประเทศไทย นับเป็นประเด็นที่นักวิเคราะห์ต่างชาติให้ความสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่เกิดเรื่องอื้อฉาวบ่อยครั้งในแวดวงพุทธศาสนาของไทย
ประเด็นเรื่องพระพุทธศาสนาในประเทศไทย นับเป็นประเด็นที่นักวิเคราะห์ต่างชาติให้ความสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่เกิดเรื่องอื้อฉาวบ่อยครั้งในแวดวงพุทธศาสนาของไทย
นิตยสาร ดิ อิรวดี ในพม่าเผยรายงานอ้างวัดป่าในไทย ซึ่งออกโรงเตือนว่า ปัจจุบันพระพุทธศาสนากำลังเสื่อมลงจนมีสภาพไม่แตกต่างจากประเทศไทย ที่มีแต่ผู้คนทุจริตคอร์รัปชันและกระหายในอำนาจ ซึ่งเห็นได้จากการก่อคดีอื้อฉาวของพระสงฆ์และบุคคลในแวดวง อาทิ พระสงฆ์มีความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมกับสีกา ตลอดจนการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการหาเงิน
“ประเทศของเราจะดีได้อย่างไร ในเมื่อแม้แต่ศาสนายังไม่บริสุทธิ์ สิ่งที่วัดบางแห่งกำลังสอนประชาชนนั้นกลับไม่ใช่คำสอนแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาด้วยซ้ำ” หนึ่งในตัวแทนจากวัดป่า ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการยึดมั่นในธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิมตามรอยพระพุทธเจ้า กล่าว
นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้ติดตามเรื่องของ “มด” สตรีไทยผู้หนึ่ง ซึ่งเดินทางไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่งด้วย
“ชาวบ้านบางคนยอมเดินทางไกลเพื่อไปวัด พวกเขายอมควักเงิน 7 หลักเพื่อหวังรักษาอาการป่วย หรือไม่ก็เพื่อให้สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต โดยระหว่างที่พระสงฆ์กำลังรับเงินบริจาคและท่องบทสวดเป็นภาษาบาลี ซึ่งเชื่อได้ว่ากว่าครึ่งคงไม่เข้าใจความหมายนั้น พระสงฆ์บางรูปกลับนั่งกดโทรศัพท์มือถือ ขณะที่คนอื่นๆ เรียกเด็กวัดให้ไปเอาเครื่องดื่มมาให้” รายงานระบุ
ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องความเสื่อมของพระพุทธศาสนาไม่ได้เป็นประเด็นใหม่อย่างที่หลายคนคิด เพราะเมื่อปี 2542 สื่อชื่อดังแห่งหนึ่งได้เผยบทความพิเศษวิพากษ์วิจารณ์พระพุทธศาสนาในไทยว่า แม้จะสอนให้พุทธศาสนิกชนละความต้องการทางวัตถุเพื่อดับทุกข์ ทว่าพระสงฆ์บางรูปกลับใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย
บางวัดยังทำธุรกิจค้าขายเครื่องรางของขลังและให้บริการสักยันต์ โดยอ้างว่าสามารถปกป้องเจ้าของจากภัยอันตราย และแม้กระทั่งกระสุนปืนได้
“เครื่องรางบางชิ้นมีราคาสูงถึง 3 แสนบาท ดังนั้น ผู้จำหน่ายจึงได้กำไรค่อนข้างมาก” ดิ อิรวดี ระบุ
นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้ยกตัวอย่างกรณีวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก ภายหลังทางวัดประกาศว่า สตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้งบริษัท แอปเปิล อิงค์ ผู้ล่วงลับ ได้บังเกิดใหม่เป็น “เทพบุตรภุมมะเทวา” ภายหลังวิศวกรของบริษัทเขียนจดหมายถามวัดว่า “ปัจจุบันวิญญาณของจ็อบส์อยู่ที่ใด”
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แม้สังคมไทยจะทราบเรื่องราวอื้อฉาวเหล่านี้ ทว่ากลับไม่มีการลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาในแวดวงพระพุทธศาสนา
“คนไทยถูกสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กว่า การไม่เชื่อในสิ่งใดนั้นไม่ใช่ปัญหา แต่สิ่งสำคัญก็คือ ต้องแสดงความเคารพต่อศาสนา ดังนั้น แม้จะเกิดเรื่องอื้อฉาวในแวดวงพระพุทธศาสนามาหลายต่อหลายครั้ง ทว่าเราก็เชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านั้นไม่ควรเป็นตัวตัดสินศาสนาโดยรวม เราเป็นชาวพุทธและเราก็ทราบดีว่า เราเชื่อในสิ่งใดบ้าง” มด กล่าว







