
การฟื้นฟูภิกษุณีสงฆ์ในศรีลังกา (2)
ความคิดที่จะฟื้นฟูพระภิกษุณีสงฆ์ในศรีลังกาของท่านกุสุมามิใช่ความคิดที่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่เกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากความสนใจที่จะส่งเสริมสถานภาพของ “ทศศีลมาตา” โดยเริ่มที่การศึกษาสถานภาพของคนกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบและอย่างลุ่มลึก นั่นคือการศึกษาเป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก
ความคิดที่จะฟื้นฟูพระภิกษุณีสงฆ์ในศรีลังกาของท่านกุสุมามิใช่ความคิดที่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่เกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากความสนใจที่จะส่งเสริมสถานภาพของ “ทศศีลมาตา” โดยเริ่มที่การศึกษาสถานภาพของคนกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบและอย่างลุ่มลึก นั่นคือการศึกษาเป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก
ขณะนั้นมีทีมนักวิชาการจากสหรัฐอเมริกา กำลังสนใจศึกษาเรื่องนี้เช่นกัน เมื่อทราบว่าท่านกุสุมาก็กำลังศึกษาเรื่องนี้ จึงชวนมาร่วมงาน ทำให้ท่านกุสุมามีโอกาสเปิด “ขอบฟ้า” ทางวิชาการของท่านเอง เพราะท่านเรียนมาในสายวิทยาศาสตร์ แต่อาจารย์จากมหาวิทยาลัยกลุ่มนี้มีนักสังคมวิทยาผู้เชี่ยวชาญอยู่ด้วย ทำให้ท่านได้ทั้งข้อมูลและทฤษฎีมาใช้ในการทำวิทยานิพนธ์ของท่านเป็นอย่างดี
ปัญหาอุปสรรคสำคัญในการศึกษาของท่านคือ ขณะนั้นศรีลังกากำลังอยู่ในภาวะ “สงครามกลางเมือง” ความไม่สงบขยายจากภาคเหนือและภาคตะวันออกไปยังส่วนต่างๆ ของประเทศ โรงเรียนและมหาวิทยาลัยหลายแห่งถูกปิดไม่มีกำหนด ข้อสำคัญคือ มายาคติที่ว่า “ภิกษุณีสงฆ์ในศรีลังกานั้นสูญสิ้นไป และไม่สามารถฟื้นคืนชีพมาได้อีกแล้ว ต้องรอจนถึงยุคพระศรีอริยเมตไตรย” ทำให้หัวข้อวิจัยของท่านถูกมองว่า “ไม่สามารถทำเป็นดุษฎีนิพนธ์ได้” โอกาสที่จะขอทุนจากรัฐบาลจึงดูเหมือนจะถูกปิดตาย
ขณะเดียวกัน ชีวิตครอบครัวของท่านก็กำลังเผชิญปัญหาที่หนักหนาสาหัส มารดาวัย 89 ของท่านล้มป่วยเป็นอัมพาต ต้องเข้าโรงพยาบาลและประสงค์จะมาให้ท่านดูแลในวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับท่าน เพราะครอบครัวของท่านไม่ร่ำรวย แม้แต่รถจะไปรับแม่ออกจากโรงพยาบาลก็ไม่มี งานประจำก็เต็มมือ ยังงานวิจัยที่เพิ่มเข้ามาอีก ท่านจึงไปหาน้องของท่านซึ่งมีฐานะดีให้ช่วยเหลือ น้องชายฟังแล้วบอกว่า “จะบ้าเรอะ” (ที่จะเอาแม่ไปดูแล) แต่เพื่อตอบสนองความปรารถนาสุดท้ายของแม่ที่เจาะจงขอไปใช้ชีวิตบั้นปลายกับท่าน ท่านจึงเอารถของน้องชายไปรับแม่ พาแม่ไปรักษาตัวในโรงพยาบาลอายุรเวทตามที่แม่ประสงค์ ปรับปรุงบ้านไว้รับแม่ หลังจากแม่อยู่โรงพยาบาลระยะหนึ่ง หมอก็บอกว่าทำอะไรให้ไม่ได้อีกแล้ว ให้รับกลับบ้าน ท่านจึงพาแม่กลับบ้านมาดูแลเอง ซึ่งน่าชื่นใจที่แม่อาการดีขึ้นมาก ก่อนจะละสังขารไปอย่างสงบ
ขณะเดียวกัน ลูกสาววัย 20 ปี ซึ่งกำลังเป็นนักศึกษาที่เรียนเก่ง จิตใจดี สนใจศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่าน ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งรังไข่ และในที่สุดก็จากไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน
ท่ามกลางมรสุมที่รุมเร้า ท่านไม่ยอมแพ้ แต่ยังเพียรพยายามต่อมา ศาสตราจารย์ชาวอเมริกันที่ทำงานเรื่องเดียวกับท่านเตรียมขอพบประธานาธิบดีชัยวาร์เดเน เพื่อให้ส่งเสริมสถานภาพของทศศีลมาตา พอท่านทราบก็ขอร่วมทีมไปด้วย แต่เมื่อถึงกำหนดเข้าพบ ศาสตราจารย์ท่านนั้นต้องกลับไปสหรัฐก่อน ท่านจึงเข้าพบประธานาธิบดีคนเดียว ประธานาธิบดีฟังแล้วตอบตรงๆ ว่า “ผมคงไม่เข้าไปยุ่งในเรื่องที่ขัดแย้งอย่างนี้” แต่ท่านไม่ยอมแพ้ เสนอว่าอย่างน้อยกระทรวงพุทธศาสนาควรมีแผนกที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง ในที่สุดประธานาธิบดีก็หาทางออกโดยการให้ภริยาของท่านเข้ามารับดูแลเรื่องนี้
ต่อมาท่านได้พบภริยาประธานาธิบดี สรุปเรื่องราวให้ฟัง ภริยาประธานาธิบดีฟังแล้วบอกให้เขียนจดหมายมาฉบับหนึ่ง สรุปเรื่องราวพร้อมข้อเสนอ เย็นนั้นท่านพร้อมกับสามีของท่านและศาสตราจารย์ชาวอเมริกันลงมือร่างจดหมายความยาว 11 หน้าส่งไป ขณะนั้นปัญหาความไม่สงบในศรีลังกายังรุนแรง แต่สามเดือนต่อมาท่านก็ได้รับหนังสือจากประธานาธิบดีให้ท่านไปพบรัฐมนตรีกระทรวงพุทธศาสนาและผู้เกี่ยวข้อง ในที่สุดก็มีการพิจารณาปัญหานี้อย่างจริงจัง สถาบันการศึกษาของพระสงฆ์ ซึ่งเดิมเปิดรับเฉพาะพระภิกษุสงฆ์เท่านั้น เริ่มเปิดให้แม่ชีเข้าไปศึกษา บรรดาแม่ชีได้รับการยอมรับสถานะโดยการลงทะเบียนเป็นทางการ ขณะเดียวกันมีการเคลื่อนไหวทางสาธารณะ โดยท่านอารยเขมาจัดการประชุมใหญ่แม่ชีที่วิทยาลัยนาลันทาในกรุงโคลอมโบ ซึ่งมีแม่ชีเข้าร่วมประชุมจำนวนมาก สื่อกระจายข่าวไปทั่วประเทศ “ขบวนการทศศีลมาตาในศรีลังกาเริ่มขับเคลื่อนอย่างมีพลังแล้ว”
แต่นั่นก็เป็นเพียงการเริ่มต้น จะต้องมีการเตรียมการต่อไป ซึ่งมีเรื่องสำคัญต้องทำสองเรื่อง คือการศึกษาเชิงลึกและการเคลื่อนไหวสังคมในวงกว้าง
การศึกษาเชิงลึก คือการศึกษาเรื่องภิกษุณีวินัยทั้ง 311 ข้อ ซึ่งทางฝ่ายเถรวาทไม่มีการนำมาปฏิบัตินานมากแล้ว หากไม่ทำการศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้ ก็จะเป็นปัญหาเมื่อมีการประดิษฐานชุมชนภิกษุณีสงฆ์ขึ้นมาใหม่ เพราะจะต้องมีความชัดเจนในการตีความหรืออธิบาย รวมทั้งการแก้ปัญหาเมื่อมีข้อสงสัยไม่แน่ใจเกิดขึ้น
ในส่วนของการเคลื่อนไหวสังคมวงกว้าง คือ การสร้างการยอมรับเหตุผลความจำเป็นและความเหมาะสมที่จะฟื้นฟูภิกษุณีสงฆ์ขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้สตรีมีโอกาสในการบรรลุธรรมและได้รับการยอมรับนับถือเท่าเทียมชาย ในปี พ.ศ. 2530 มีการจัดประชุมนานาชาติของแม่ชีที่อินเดีย ณ เมืองพุทธคยา ท่านอารยเขมาเป็นกรรมการคนสำคัญและบอกให้ท่านกุสุมาไปเข้าร่วม โชคดีที่กระทรวงพุทธศาสนาออกทุนให้ ทำให้ท่านมีโอกาสไปเยือนอินเดียเป็นครั้งแรกในชีวิตและเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจุดหนึ่งในชีวิตของท่าน เพราะท่านมีโอกาสพบปะกับผู้มีชื่อเสียงในวงการจากทั่วโลก และท่านมีโอกาสได้ทำงานเป็นผู้ช่วยประธานกรรมการศึกษาวินัยของฝ่ายเถรวาท หลังจากนั้นได้มีการก่อตั้งขบวนการของแม่ชีและฆราวาสชื่อ “ศากยธิดา” ขึ้น
จากอินเดีย ท่านยังได้รับเชิญไปเยอรมนี ได้ใช้เวลาสามเดือนศึกษาภิกษุณีวินัยเพิ่มเติม และต่อมายังได้ขยายขอบข่ายการศึกษาครอบคลุมไปถึงพระวินัยของฝ่ายมหายานและวัชรยานของทิเบตด้วย ในที่สุดดุษฎีนิพนธ์ของท่านก็เสร็จสิ้น ผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการสอบ ทำให้ท่านได้ปริญญาเอกหลังจากใช้เวลายาวนานกว่าสิบปี
ในชีวิตส่วนตัว เนื่องจากลูกๆ ทุกคนแต่งงานออกเรือนไปหมดแล้ว ท่านจัดการให้ลูกสาวบางคนคอยดูแลบิดา ส่วนตัวท่านเริ่มชีวิตของการละบ้านเรือน นุ่งขาวห่มขาว และไปอยู่ที่บ้านเพื่อนร่วมงานที่เคลื่อนไหวเพื่อการสถาปนาภิกษุณีสงฆ์ขึ้นใหม่ในศรีลังกาด้วยกัน
ขณะนั้นเป็นปี พ.ศ. 2539 อายุของท่านล่วงเข้า 67 ปี ทุกอย่างดูจะเข้าสู่ภาวะสุกงอมแล้ว







