
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน : ไทยไปถึงไหน
เหลืออีกประมาณ 2 ปีเศษๆ ประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic CommunityAEC) เต็มตัว ที่ผ่านมาจะเห็นว่าทุกภาคส่วนของไทยเราต่างพูดถึงและเตรียมความพร้อมอย่างคึกคัก ซึ่งถ้านับถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าการเตรียมตัวของไทยมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนแล้ว
เหลืออีกประมาณ 2 ปีเศษๆ ประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic CommunityAEC) เต็มตัว ที่ผ่านมาจะเห็นว่าทุกภาคส่วนของไทยเราต่างพูดถึงและเตรียมความพร้อมอย่างคึกคัก ซึ่งถ้านับถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าการเตรียมตัวของไทยมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนแล้ว
สำหรับความหมายของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ถ้ากล่าวแบบไม่ซับซ้อนมากก็คือ ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป 10 ชาติสมาชิกอาเซียนรวมทั้งไทย จะสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า บริการ ทุน แรงงาน (เฉพาะสาขาวิชาชีพ) และการลงทุนในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างเสรี ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีอีกต่อไป
หรือหมายความว่า ตลาดของแต่ละประเทศในอาเซียนจะใหญ่ขึ้นอีกนับสิบเท่า เพราะมีประชากรอาเซียน 10 ประเทศ รวมทั้งหมดเกือบ 600 ล้านคน คิดง่ายๆ เช่น ไทยปัจจุบันมีประชากรราว 60 ล้านคน เมื่อเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว ตลาดสินค้าและบริการของไทยก็จะเพิ่มขนาดได้เป็น 10 เท่า ตามจำนวนประชากร 600 ล้านคน หรืออย่างอินโดนีเซียซึ่งปัจจุบันมีประชากรประมาณ 240 ล้านคน เมื่อเป็นเออีซีแล้วตลาดของอินโดนีเซียจะขยายใหญ่ขึ้นประมาณ 3 เท่า เป็นต้น
นับเป็นโอกาสดีที่ 10 ชาติสมาชิกอาเซียนจะรวมกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอนาคตอันใกล้ เพราะนอกจากจะส่งผลดีด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังจะส่งผลดีด้านการเมือง ความมั่นคง และด้านสังคมวัฒนธรรมอีกด้วย ซึ่งจะทำให้การแก้ปัญหาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในสมาชิกมีความคล่องตัวและลดอุปสรรคได้ดีเป็นเงาตามตัว
ขณะที่ การเตรียมตัวและเตรียมพร้อมในการก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อให้สามารถฉกฉวยโอกาสและชิงความได้เปรียบจากสถานการณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ประเทศไทยจะต้องเตรียมตัวให้ครบทุกภาคส่วน ได้แก่ 1)ภาครัฐบาล 2)ภาควิสาหกิจเอกชน และ 3)ภาคประชาชน
สำหรับภาครัฐบาล สิ่งที่ต้องคำนึงเร่งด่วน ได้แก่ 1)การแก้ไขปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวกับด้านการค้า บริการ การลงทุน และระบบด้านภาษีศุลกากรให้เป็นไปตามข้อตกลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเพื่อรองรับการเปิดเสรีอย่างเต็มที่ 2)รัฐบาลต้องกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศว่าไทยจะสามารถใช้หรือสร้างประโยชน์อะไรได้บ้างจากการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยต้องไม่มองข้ามข้อเสียเปรียบที่อาจเกิดขึ้นจากผลของการเปิดประเทศเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งต้องเตรียมมาตรการและแนวทางต่างๆ รองรับเอาไว้เสียแต่เนิ่นๆ
ทั้งนี้ ผู้เขียนได้ศึกษาความเคลื่อนไหวของประเทศเพื่อนบ้านเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมแล้วพบว่า หลายประเทศได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อศึกษา และวางมาตรการเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยบูรณาการหน่วยงานต่างๆ หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดภายใต้นโยบายเดียวกันและมีทิศทางเป้าหมายเดียวกัน 3)นอกจากการปรับปรุงพัฒนาตัวเองแล้ว รัฐบาลควรต้องให้ความช่วยเหลือและดูแลภาควิสาหกิจเอกชนให้อยู่ได้ และสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้โดยไม่เดือดร้อน เช่น การออกมาตรการช่วยเหลือเรื่องเงินทุนและดอกเบี้ย การอำนวยความสะดวกด้านข้อมูล กฎเกณฑ์ด้านการค้าและการลงทุนในอาเซียน
สำหรับภาคเอกชน การเตรียมตัวสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ ได้แก่ 1)ต้องสนใจติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของการก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนของประเทศต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยสามารถศึกษาหาข้อมูลได้ด้วยตนเองหรือผ่านหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง 2)ต้องพัฒนาศักยภาพการแข่งขันให้แก่ตนเองอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านการเพิ่มมาตรฐานคุณภาพสินค้าและบริการ หรือการเพิ่มช่องทางด้านการลงทุนในต่างประเทศ การพัฒนาบุคลากรภายในหน่วยงานของตนเองให้มีความรู้พื้นฐานด้านการบริหารจัดการ และด้านภาษาอังกฤษหรือภาษาอาเซียนอีกสัก 12 ภาษา รวมทั้งการศึกษาหาความรู้ด้านวัฒนธรรมการค้าขายของประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกันเองให้มีความรู้ได้อย่างถ่องแท้ และ 3)ต้องกล้าที่จะออกไปเผชิญหน้ากับโลกภายนอก (พร้อมกับความพร้อมและความมั่นใจ) เนื่องจากการทำมาหากินที่จำกัดอยู่แต่ภายในประเทศในอนาคตภายหน้าจะเป็นสิ่งที่ประสบความยากลำบากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การหาตลาดและลูกค้าต่างประเทศจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญ
ด้านประชาชน คนไทยจำเป็นต้องหันมาให้ความสนใจกับคำว่า “อาเซียน” และ “ประชาคมอาเซียน” รวมทั้งคำอื่นๆ ที่เกี่ยวกับอาเซียนให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีผลกระทบใกล้ตัวคนไทยอย่างยิ่ง การใฝ่รู้จะทำให้คนไทยพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคและโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ระบบการศึกษาไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มความเข้มข้นทั้งด้านเนื้อหาสาระ และการปลูกฝังแนวคิดให้คนไทยสามารถคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และสามารถหาข้อสรุปให้กับตนเองได้อย่างถูกต้องตามสถานการณ์ การพัฒนาตนเองและสนใจประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นจะทำให้คนไทยเข้าใจวิถีชีวิตของเพื่อนบ้านดีขึ้น และจะทำให้เกิดความเข้าใจและการผสมผสานทางวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่เป็นไปอย่างไม่ยากเย็น อันจะนำมาซึ่งความร่วมมือร่วมใจด้านการทำมาค้าขายกันอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต ต่อไปอีกไม่กี่ปีคนไทยจะต้องสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนชาติอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนให้ได้อย่างไม่มีปัญหาและเกิดประโยชน์สูงสุด
ทีนี้ท่านผู้อ่านลองหันมามองและวิเคราะห์ประเทศของเราทั้งสามภาคส่วนว่า เรามีความพร้อมกันไปถึงไหน ระดับใด ต่อการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน







