posttoday
2013 เศรษฐกิจโลกระอุแข่งกดค่าเงิน มุ่งเก็งกำไรทอง-น้ำมัน

2013 เศรษฐกิจโลกระอุแข่งกดค่าเงิน มุ่งเก็งกำไรทอง-น้ำมัน

04 กุมภาพันธ์ 2556

เริ่มเป็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น สำหรับทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2556

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เริ่มเป็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น สำหรับทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2556 ที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์แทบทุกสำนักยอมรับว่า ยังคงเป็นปีที่รัฐบาลและนักลงทุนจำต้องเผชิญหน้ากับปัญหาท้าทายหนักหน่วงและปัจจัยคุกคามรุนแรง

เพราะการที่สถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศหลักๆ อย่างสหรัฐ ยุโรป จีน และญี่ปุ่น ยังอยู่ในภาวะซบเซาหรือเติบโตชะลอตัว ทำให้ประเทศเหล่านั้นต้องงัดสารพัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะของตนเองเท่านั้น กำลังจุดชนวนสงครามค่าเงิน

นอกจากนี้ การที่มีปริมาณเงินมหาศาลที่นานาประเทศพร้อมใจอัดฉีดเข้าระบบ ทำให้มีเงินร้อนไหลเข้าในประเทศหรือภูมิภาคที่ยังมีการเติบโตที่ดีอยู่ จนประเทศหรือภูมิภาคนั้นไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสร้างปราการปกป้องตัวเอง กลายเป็นการกีดกันการค้าที่ขัดต่อแนวทางการค้าเสรีในปัจจุบัน

ขณะที่เศรษฐกิจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้นี้จะผลักดันให้นักลงทุนทั่วโลกเลือกเสี่ยงเก็งกำไรในตลาดโภคภัณฑ์ กระทั่งทำให้ราคาทองคำ น้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ปรับตัวสูงขึ้นได้โดยง่าย

ทั้งนี้ สำหรับสถานการณ์ในสหรัฐ แม้ตัวเลขล่าสุดทั้งการจ้างงาน ผลประกอบการบริษัท และความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะขยับปรับขึ้นจนเป็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดี แต่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า สภาคองเกรสของสหรัฐจะทำให้โลกต้องปวดหัวกับความล่าช้าในการตกลงหาแนวทางแก้ปัญหาหน้าผาการคลัง และการขยายเพดานหนี้เหมือนปีที่ผ่านมา

ด้านสถานการณ์ในภูมิภาคยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มยูโรโซน แม้จะเชื่อกันว่าผ่านจุดวิกฤตหนักที่สุดได้แล้ว แต่ปัจจัยหลักในการแก้ปัญหา ทั้งการปฏิรูปเพื่อให้ภาคเศรษฐกิจจริงทั้งระบบขับเคลื่อนและกลับเข้าสู่ภาวะการเติบโตยังไร้คงวี่แวว ยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับผลกระทบจากมาตรการรัดเข็มขัดในหลายประเทศเพื่อลดรายจ่าย ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก โดยยังไม่รวมปัจจัยทางการเมือง อย่างการเลือกตั้งผู้นำเยอรมนีรอบใหม่กลางปีนี้

ส่วนสถานการณ์ของจีนและญี่ปุ่น ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 และ 3 ของโลก ก็ยังหนีไม่พ้นปัจจัยเสี่ยงคุกคามต่างๆ ที่กระหน่ำเข้ามาจากทั้งภายนอก คือสภาวะซบเซาและการฟื้นตัวที่หยุดนิ่งของยุโรปและสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลัก รวมถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้น และปัจจัยภายใน ซึ่งสำหรับจีนก็คือ การยกเครื่องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของตนเองให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคงในระยะยาว ขณะที่ญี่ปุ่นก็คือ การปฏิรูปเพื่อถอนรากถอนโคนปัญหาเงินฝืดที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการที่สถานการณ์ของเสาหลักเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเบอร์ 1 อย่างสหรัฐอยู่ในอาการไม่สร่างไข้ดีนัก ส่งผลให้รัฐบาลของแต่ละประเทศเร่งดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มพิกัดทุกทาง แม้แต่การอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบโดยตรงเพื่อเสริมสภาพคล่อง และใช้อำนาจทางการเมืองกดดันธนาคารกลางของตนเองเพื่อแทรกแซงค่าเงิน

ประเทศที่เริ่มต้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากสหรัฐ ซึ่งใช้มาตรการที่หลายประเทศทั่วโลกต้องจดจำไม่มีวันลืมอย่างนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ด้วยการทุ่มซื้อพันธบัตรสหรัฐ พร้อมคงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ 0.25% เพื่อให้พ้นจากภาวะชะลอตัวหลายระลอก

ผลลัพธ์จากคิวอีทำให้มีปริมาณเงินเหรียญสหรัฐมหาศาลในระบบ และกลายเป็นทุนร้อนไหลเข้าไปเก็งกำไรปั่นป่วนตลาดการเงินในเอเชียและละตินอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จนเกิดภาวะเงินเฟ้อ ปัญหาฟองสบู่ และค่าเงินที่แข็งค่าเกินไป ขณะที่การคงอัตราดอกเบี้ยต่ำทำให้เงินสกุลเหรียญสหรัฐอ่อนค่า กลายเป็นความได้เปรียบที่ทำให้สินค้าส่งออกของสหรัฐถูกกว่าคู่แข่งและคู่ค้า

แน่นอนว่า เมื่อสหรัฐที่มีฐานะเสมือนผู้นำโลกทำได้ ประเทศอื่นๆ ย่อมไม่ลังเลที่จะทำตาม เนื่องจากได้รับผลกระทบเลวร้ายจากนโยบายดังกล่าวของสหรัฐไปเต็มๆ โดยธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี) มีมติตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.75% พร้อมงัดมาตรการปล่อยเงินกู้ระยะยาวดอกเบี้ยเป็นกรณีพิเศษ (แอลทีอาร์โอ) ให้ธนาคารทั่วยุโรปมากู้เงินโดยไม่จำกัดจำนวน แถมยังผ่อนผันให้สามารถนำ เอาพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์อื่นๆ มาค้ำประกันได้ถึงสองครั้งสองครา

ด้านญี่ปุ่น ซึ่งเผชิญหน้ากับยอดขาดดุลการค้าอย่างหนัก โดยตัวเลขในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ระบุว่า มีการขาดดุลเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 37.9% หรือที่ 6.91 แสนล้านเยน (ราว 3.39 แสนล้านบาท) และค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นจากการไหลของทุนร้อนตะวันตกเพื่อเก็งกำไร ได้กดดันให้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากหันมาใช้คิวอีเช่นกัน และกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) คงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำที่ 00.1% พร้อมปรับเป้าเงินเฟ้อขึ้นมาจาก 1% อยู่ที่ 2%

ส่วนจีน ที่แม้จะส่งสัญญาณเตรียมปฏิรูปค่าเงินหยวนและปล่อยค่าเงินให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กลับเห็นว่า จีนยังคงกดค่าเงินหยวนเอาไว้ให้ต่ำกว่าความเป็นจริงต่อไปเช่นเดิม เพื่อกระตุ้นภาคการส่งออกของประเทศ หลังจากในช่วงปีที่ผ่านมาการขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างหนัก โดยมีอัตราการเติบโตไม่เกินระดับ 8% ขณะที่ภาคการผลิตก็ฟุบติดต่อกันหลายเดือน ก่อนที่จะเริ่มฟื้นขึ้นในช่วง 2 เดือนหลังล่าสุด

อาจเรียกได้ว่า ตลาดการเงินโลกในขณะนี้อยู่ในภาวะมหกรรมลดกระหน่ำแข่งกันหั่นค่าเงินกันทั่วหน้า เนื่องจากมีแนวโน้มชัดเจนว่า ประเทศอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ เช่น เกาหลีใต้ ซึ่งมีสินค้าส่งออกใกล้เคียงกับญี่ปุ่น จะหันมาใช้มาตรการเดียวกันเพิ่มมากขึ้น โดยควบคู่ไปกับการใช้นโยบายกีดกันทางการค้า เพื่อปกป้องสินค้าของประเทศตนเอง

ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า การที่รัฐบาลของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกเลือกเพิ่มสภาพคล่องพิมพ์เงินเข้าระบบโดยตรง นอกเหนือจากการหาทางกดสกุลเงินของตนเองนี้ ทำให้มีปริมาณทุนร้อนแห่เข้ามาเก็งกำไรในตลาดต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ตลาดโภคภัณฑ์” อย่างทองคำ น้ำมัน

เพราะเมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมทั่วโลกยังไม่อาจสดใสได้ตามที่คาดหวัง แถมยังผันผวนหนัก “สินค้าโภคภัณฑ์” จึงเป็นช่องทางลงทุนทำกำไรที่คุ้มค่าทางหนึ่ง โดยเฉพาะ ทองคำ ซึ่งถือเป็นแหล่งพักเงินชั้นยอดและที่หลบภัยเงินเฟ้อชั้นเยี่ยม เริ่มมีแรงซื้อจากผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดมากขึ้น เช่น กองทุนยักษ์ใหญ่ระดับโซรอส ฟันด์ แมนเนจเมนต์ ที่เพิ่มการลงทุนในทองคำถึง 49% ในไตรมาส 3 ปีที่แล้ว

ด้าน น้ำมัน ก็ไม่น้อยหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐที่มีสัญญาณฟื้นตัว และการเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจของจีนและญี่ปุ่น ทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณความต้องการพลังงานเพื่อนำไปใช้ในการผลิตเพิ่มสูงขึ้น จนทำให้ราคาในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองในหลายประเทศแถบตะวันออกกลาง เช่น การประท้วงในอียิปต์ ปัญหาในซีเรีย และความวิตกเรื่องนิวเคลียร์ในอิหร่าน

นอกจากนี้ ยังไม่รวมถึงปริมาณความต้องการแร่ธาตุ เช่น เหล็ก ทองแดง ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นในช่วงต้นปี เนื่องจากการเดินหน้าสร้างถนน ไฟฟ้า ของจีนตามแผนกระตุ้นของรัฐบาลแดนมังกร ขณะที่นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งระบุว่า ราคาสินค้าเกษตรในปีนี้ยังมีสิทธิปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากแร่ฟอสฟอรัส วัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ยส่อเค้าขาดตลาด ทำให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากรโลกที่นับวันจะเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบัน สรุปได้ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2556 นี้ยังคงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องคอยติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด เนื่องจากรัฐบาลหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ที่มุ่งเดินหน้ายุติปัญหาหนี้สาธารณะ การขาดดุลงบประมาณ ภาวะเศรษฐกิจซบเซา และวิกฤตการเงิน จะทำให้เกิดการแข่งขันลดค่าเงินและการกีดกันทางการค้ารุนแรงหนักขึ้น ขณะที่บรรดานักลงทุนมีแนวโน้มจะใช้เงินไปเก็งกำไรเข้ากระเป๋าในตลาดโภคภัณฑ์ จนส่งผลต่อราคาสินค้าในตลาดดังกล่าวให้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

หรือสรุปให้เข้าใจง่ายก็คือ เศรษฐกิจโลกในปี 2556 นี้ยังเป็นปีที่รัฐบาลนานาประเทศต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายจากปัญหาและปัจจัยเสี่ยงคุกคามต่างๆ ซึ่งเป็นผลพวงจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากปีก่อนหน้าอย่างหนักหน่วงแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท