posttoday
อย่ามึนแก้ค่าแรง

อย่ามึนแก้ค่าแรง

03 กุมภาพันธ์ 2556

หากรัฐบาลยังใช้การวัดผลกระทบนโยบายหาเสียงขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ทั่วประเทศ

หากรัฐบาลยังใช้การวัดผลกระทบนโยบายหาเสียงขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ทั่วประเทศ

ด้วยการยกเหตุผลว่าบริษัทแจ้งเลิกกิจการกว่าครึ่งมาจากบริษัทขาดทุนสะสมมาหลายปี กับมีเอสเอ็มอีร้องเรียนน้อยแค่ 60-70 ราย เชื่อแน่ว่าการแก้ปัญหาผลกระทบขึ้นค่าแรง 300 บาท กระทบเอสเอ็มอีปิดกิจการ มาตรการแก้ไขต้องหลงทางแน่

ทั้งนี้ เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและมากมาย โดยบางจังหวัดค่าแรงขั้นต่ำขึ้นจากวันละ 160-170 บาท พรวดเดียวขึ้นมาเป็น 300 บาท หรือเกือบเท่าตัว ผลกระทบดังกล่าวชาวบ้านทั่วไปอย่างไรก็รู้อยู่แล้วว่าต้องกระทบแน่ แต่ในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกลับนำข้อมูลมาโน้มน้าวให้เชื่อว่าไม่ได้เป็นผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาล

เช่น กระทรวงพาณิชย์ ยกข้อมูลสาเหตุที่บริษัทแจ้งปิดกิจการ หรือบริษัทเจ๊งว่า 57% เป็นการขาดทุนและขาดทุนต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี จึงแจ้งปิดกิจการ 38% ไปจดทะเบียนตั้งบริษัทไว้แล้วไม่ได้งานตามวัตถุประสงค์ บริษัทประเภทนี้ส่วนใหญ่คิดว่าจะได้โครงการของรัฐ ปรากฏว่าไม่ได้งานก็ต้องเลิกกิจการไป อีก 5% เป็นเรื่องที่กิจการยังดูดีอยู่ แต่มีปัญหาภายในระหว่างกรรมการหรือหุ้นส่วน

กระทรวงพาณิชย์ บอกว่า เหตุที่ทราบข้อมูลชัดแบบนี้ ก็เพราะว่าก่อนที่จะจดทะเบียนยกเลิกบริษัท กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้สอบถามข้อมูลกับผู้ประกอบการถึงสาเหตุของการยกเลิก ซึ่งเป็นขั้นตอนปฏิบัติปกติ จึงยืนยันว่า ในรอบปี 2555 ยังไม่มีกิจการใดที่ยกเลิกกิจการเพราะนโยบาย 300 บาทต่อวัน ตามที่มีข่าวว่าบริษัทชิงปิดกิจการเพื่อหนีต้นทุนค่าแรงพุ่ง 300 บาท ที่เริ่มใช้ต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ รัฐบาลยังชี้แจงว่า ที่มีข่าวว่าผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบอย่างมากมายจากนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท แต่พอให้ร้องเรียนจริงๆ กลับพบข้อมูลว่า มีผู้เดือดร้อนร้องเรียนเข้ามาจริงๆ ไม่มาก รัฐบาลบอกว่าตัวเลขร้องเรียนจาก สภาอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน เข้ามาน้อย โดยร้องผ่านกระทรวงอุตสาหกรรมแค่ 60 ราย กระทรวงแรงงาน 74 ราย

เห็นได้ว่า ถ้ารัฐบาลวัดผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท แบบนี้คงเดาได้ไม่ยากว่ามาตรการที่จะออกมาช่วยเหลือจะช่วยไม่ให้บริษัทรอดจากเจ๊งได้หรือไม่ เพราะถ้ารัฐบาลบอกว่าครึ่งหรือ 57% บริษัทเจ๊งเพราะขาดทุนสะสมมาหลายปี รัฐบาลน่าจะหาคำตอบต่ออีกหน่อยว่า เมื่อขาดทุนสะสมมาได้ตั้งหลายปี แล้วทำไมถึงต้องมาปิดกิจการในปี 2555 ต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มพรวด 300 บาท เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่เร่งให้ปิดกิจการหรือไม่

กรณีผู้ประกอบการร้องเรียนเข้ามาน้อย หรือรัฐบาลเชื่อว่าโวยวายกันมากแต่หาผู้เดือดร้อนจริงไม่มี เรื่องนี้อยากให้รัฐบาลลองไปดู การลงไปตรวจสอบผู้ร้องเรียนว่าเดือดร้อนจริงหรือไม่ของหน่วยงานรัฐ ว่ามีการตรวจสอบเพื่อช่วยเหลือแก้ปัญหา หรือเป็นการตรวจสอบเพื่อข่มขู่ เพราะมีการตรวจสอบต้นทุนย้อนหลัง 35 ปี ตรวจสอบบัญชีย้อนหลัง ตรวจสอบการเสียภาษีย้อนหลัง เมื่อโดนเข้าไปอย่างนี้ผู้ประกอบการจึงกระจายข่าวเตือนกันจนไม่มีใครกล้าร้องเรียน

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงอยากให้รัฐบาลตั้งหลักให้ถูก เพราะการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาถึง 2 คณะ ทั้งคณะรองนายกฯ กิตติรัตน์ ณ ระนอง และคณะที่สอง นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน สิ่งนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเรื่องนี้มีปัญหา ดังนั้นมาตรการที่ออกมาจึงควรจะเป็นการช่วยแก้ปัญหา ไม่ใช่ข่มขู่เพื่อซุกปัญหาเช่นนี้ m

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท