
รวมกลุ่มรพ.รักษาคนไข้
รมว.สาธารณสุข ประกาศ 1 เม.ย.นี้จะเริ่มนโยบายรวมกลุ่มโรงพยาบาลใกล้เคียงกันให้บริการรักษาคนไข้ทั่วประเทศ
รมว.สาธารณสุข ประกาศ 1 เม.ย.นี้จะเริ่มนโยบายรวมกลุ่มโรงพยาบาลใกล้เคียงกันให้บริการรักษาคนไข้ทั่วประเทศ
นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์รมว.สาธารณสุข เปิดเผยในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนทางช่อง 11 ว่า ประมาณวันที่1 เม.ย.ที่จะถึงนี้ จะเริ่มนโยบายโรงพยาบาลพวงบริการเดียวกันพร้อมกันทั่วประเทศ โดยจะรวมโรงพยาบาล 5-6 จังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียงกันเข้าเป็นพวงบริการเดียวกัน เพื่อดูแลประชาชนพวงละประมาณ 5 ล้านคน
ทั้งนี้ นโยบายนี้จะนำทรัพยากรทั้งสถานที่ บุคลากร เตียงนอน ห้องผ่าตัด เครื่องมือแพทย์ มาแบ่งกันใช้ ซึ่งจะช่วยให้โรงพยาบาลชุมชนที่เดิมแพทย์ไม่กล้าผ่าตัดโรคง่ายๆ เพราะขาดแคลนอุปกรณ์เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ผ่าตัดคลอดต่อไปก็จะให้แพทย์จากโรงพยาบาลขนาดใหญ่เดินทางไปผ่าตัดให้ที่โรงพยาบาลชุมชน ผู้ป่วยก็จะได้รับบริการรวดเร็วขึ้น ไม่ต้องรอคิวผ่าตัดนาน และไม่ต้องเดินทางไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลใหญ่
นพ.ประดิษฐ กล่าวอีกว่า นโยบายนี้จะมีการเปลี่ยนวิธีการจัดสรรงบประมาณไปไว้ที่ต้นพวงบริการ และจะแบ่งจ่ายไปตามโรงพยาบาลตามงานที่ทำหรือการให้บริการ ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณ แทนการสร้างตึกใหม่ให้แก่โรงพยาบาลที่หนาแน่นได้ถึง 400-500 ล้านบาท
นอกจากนี้ จะปรับเปลี่ยนระบบวิธีซื้อยาร่วมกัน เพื่อให้ต้นทุนถูกลง และจะทำให้สต๊อกยาน้อยลง แต่มีคลังยากลางขึ้นตามภาคต่างๆ และสามารถส่งยาใช้หลักให้แก่กันได้เหมือนเอกชนที่มีคลังส่งของกัน ซึ่งเป็นความมั่นคงของประเทศ เพราะในยามฉุกเฉินจะได้มีคลังยาอยู่ตามจุดของประเทศ เมื่อเกิดอะไรก็จะมีคลังยาสำรองเอาไว้
“ตึกโรงพยาบาลไหนว่างก็แบ่งให้โรงพยาบาลที่แน่นใช้ หรือใช้เตียงร่วมกันได้ โดยไม่ต้องสร้างตึกใหม่ นอกจากนี้จะเพิ่มเบี้ยกันดารตามภาระงานที่เพิ่มขึ้น โดยให้อยู่ในค่าแรงของโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติด้วย”นพ.ประดิษฐ กล่าว
รมว.สาธารณสุข ยืนยันด้วยว่า การประกาศขึ้นค่ารักษาพยาบาลที่จะลงนามในสัปดาห์หน้าไม่กระทบต่อประชาชนทั้ง 3 กองทุนสุขภาพ ยกเว้นกลุ่มคนต่างด้าว นักท่องเที่ยวต่างชาติ และแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาใช้บริการในประเทศไทย
นอกจากนี้ จะพัฒนาการให้บริการของโรงพยาบาลหรือสถานบริการสาธารณสุขของรัฐให้ดีมากขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการตามนโยบายรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลคงไม่ปล่อยให้ประชาชนอยู่ภายใต้ระบบการรักษาที่ไม่ถูกต้อง ไม่ครอบคลุม หรือมีเทคโนโลยีที่ไม่ถูกต้องหรือล้าหลัง
ด้านนายนิมิตร์ เทียนอุดมผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับนโยบายการแลกเปลี่ยนยาระหว่างโรงพยาบาล เพราะจะทำให้โรงพยาบาลอำเภอสามารถรักษาผู้ป่วยได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปเพิ่มความหนาแน่นในโรงพยาบาลจังหวัด แต่กระทรวงสาธารณสุขจะต้องทำฐานข้อมูลที่มีความแม่นยำว่า ยาประเภทใดอยู่โรงพยาบาลใดบ้าง เพื่อให้สามารถประหยัดงบประมาณของประเทศได้จริงๆ







