posttoday
เคาะ5มาตรการอุ้มเอสเอ็มอีแก้ค่าแรงแพง

เคาะ5มาตรการอุ้มเอสเอ็มอีแก้ค่าแรงแพง

02 กุมภาพันธ์ 2556

หลังจากผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)

หลังจากผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)

แสดงความไม่พอใจต่อมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท จนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นดูแลเอสเอ็มอี มี นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้น

นิวัฒน์ธำรง ได้เรียกประชุมคณะกรรมการนัดแรก วันที่ 1 ม.ค. โดยกระทรวงอุตสาหกรรมเสนอมาตรการเร่งด่วน 5 มาตรการ และจะเสนอ ครม.อนุมัติในสัปดาห์หน้า ประกอบด้วย

1.โครงการอัดฉีดเงินทุนหมุนเวียน โดยจะชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ 3% ในปีแรกสำหรับเอสเอ็มอีที่กู้เงินเป็นทุนหมุนเวียนจากสถาบันการเงิน วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยเอสเอ็มอีได้ 6,300 ราย วงเงินสินเชื่อรวม 6,300 ล้านบาท ใช้งบกองทุนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) 200 ล้านบาท

2.โครงการร่วมลงทุนกับเอสเอ็มอีเพื่อพัฒนาเครื่องจักรในสัดส่วนไม่เกิน 15-35% ของทุนจดทะเบียน แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อราย ระยะเวลาร่วมทุน 5 ปี คาดว่าจะมีเอสเอ็มอีเข้าร่วม 200 ราย และใช้งบประมาณกองทุน สสว. 1,000 ล้านบาท

เคาะ5มาตรการอุ้มเอสเอ็มอีแก้ค่าแรงแพง

 

3.มาตรการส่งเสริมการลงทุน โดยปรับปรุงสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขให้เอสเอ็มอีที่ยื่นขอส่งเสริมภายในปี 2556 เป็นกรณีเฉพาะ ได้แก่

การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี เป็นสัดส่วน 100% ของเงินลงทุน ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน ให้เอสเอ็มอีที่ต้องการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี ให้เอสเอ็มอี 57 กิจการ ที่ต้องการขยายการลงทุน

4.โครงการคลินิกอุตสาหกรรม ช่วยเหลือเอสเอ็มอีภาคการผลิตพัฒนาผลิตภาพและลดต้นทุน 3,236 ราย ใช้งบ 201.75 ล้านบาท

5.การยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าบริการรายปี ตาม พ.ร.บ.โรงงาน อีก 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2557 มีเอสเอ็มอีได้ประโยชน์เกือบ 1 แสนราย ลดต้นทุนได้ปีละ 300 ล้านบาท รวม 1,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ จะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการปรับปรุงเครื่องจักรและใช้พลังงานทดแทน ด้วยการชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ 5% เป็นเวลา 5 ปี สำหรับเอสเอ็มอีกู้เงินเพื่อปรับปรุงหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนเครื่องจักรในวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 25 ล้านบาทต่อราย คาดว่าจะช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้ 5,000 ราย และใช้งบจากรัฐบาล 3,400 ล้านบาท เป็นเวลา 5 ปี

ที่ประชุมยังมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการรับฟังปัญหาและขึ้นทะเบียนเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ ค่าเงินบาทแข็ง และวิกฤตยูโรโซน อีกด้วย

นอกจากนี้ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำยังส่งผลให้กระทรวงการคลังต้องเสนอ ครม.วันที่ 5 ก.พ.นี้ ปรับเพิ่มค่าอาหารและเครื่องดื่มในการฝึกอบรมและการประชุมของส่วนราชการ ตามค่าครองชีพและสภาวการณ์ในปัจจุบัน ประกอบด้วย

1.ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มการฝึกอบรมและการประชุม ประกอบด้วย 1.1 การอบรม/ประชุมในสถานที่ราชการเบิกได้ไม่เกิน 35 บาทต่อมื้อต่อคน 1.2 อบรม/ประชุมในสถานที่เอกชนเบิกได้ไม่เกิน 50 บาทต่อมื้อต่อคน

2.ค่าอาหารในการประชุมเบิกได้ไม่เกิน 120 บาทต่อมื้อต่อคน ทั้งนี้ ภาระงบประมาณที่จะเกิดขึ้น ให้ส่วนราชการพิจารณาใช้จ่ายจากงบ ประมาณรายจ่ายประจำปีของแต่ละส่วนราชการตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ครม.เคยมีมติเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2552 ให้หน่วยงานราชการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเบิกจ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่ม แต่เมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา ครม.มีมติใช้มาตรการการคลังและการเงินเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท และเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จึงต้องปรับปรุงมาตรการประหยัดการเบิกค่าใช้จ่ายดังกล่าว

ด้านความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจนทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมานั้น บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ได้สั่งให้ วัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ไปหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในสัปดาห์หน้า เพื่อรับฟังปัญหาและแนวทางการบรรเทาผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่าในขณะนี้ และจะเสนอรัฐบาลหามาตรการช่วยเหลือให้ตรงกับความต้องการของภาคเอกชนต่อไป

แต่จากการหารือกับภาคเอกชนอย่างไม่เป็นทางการ พบว่าผู้ส่งออกในแต่ละอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ส่งออกรายใหญ่ ยังทำธุรกิจได้ตามปกติ ยังไม่ได้รับผลกระทบ เพราะได้ซื้อความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ผู้ส่งออกรายเล็กอาจได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศรวบรวมปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการส่งออก เพื่อดูว่าต้องทบทวนตัวเลขเป้าหมายส่งออกปีนี้ที่ตั้งเป้าขยายตัว 89% หรือไม่ โดยเป้าหมายดังกล่าวยังไม่ได้รวมผลกระทบจากการที่เงินบาทแข็งค่าไว้ คาดว่าจะประเมินสถานการณ์ส่งออกได้ประมาณเดือน พ.ค.นี้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท