
"ปฏิรูป" จีน บททดสอบ "สีจิ้นผิง"
เดือน มี.ค. 2556 นี้ “สีจิ้นผิง” จะเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของจีน ในฐานะผู้นำของจีนรุ่นที่ 5 เขาเป็นความหวังของประชาชนชาวจีนว่าจะสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาพื้นฐานของประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและผลักดันการปฏิรูปต่อไปได้หรือไม่
เดือน มี.ค. 2556 นี้ “สีจิ้นผิง” จะเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของจีน ในฐานะผู้นำของจีนรุ่นที่ 5 เขาเป็นความหวังของประชาชนชาวจีนว่าจะสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาพื้นฐานของประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและผลักดันการปฏิรูปต่อไปได้หรือไม่
กว่า 30 ปีที่ผ่านมา ต้องถือว่าจีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นหลังจากที่ “เติ้งเสี่ยวผิง” มีแนวนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจในปลายปี 2521 โดยนำระบบ “เศรษฐกิจแบบผสม” เป็นตลาดเปิดเพิ่มมากขึ้น ทำให้ประเทศที่เคยมีขนาดเศรษฐกิจที่เล็ก ก้าวขึ้นเป็น “มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ” ในปัจจุบัน โดยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกภายในระยะเวลาอันสั้น
ถึงแม้ในวันนี้จีนจะมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเพียงใดก็ตาม แต่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศก็ยังยากจนอยู่มาก ชาวจีนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 เหรียญสหรัฐอเมริกาต่อวัน มีมากถึง 150 ล้านคน และรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีของคนจีนก็มีระดับที่แตกต่างกันมาก
ที่เห็นได้ชัดคือ ประชาชนที่อยู่ในมณฑลชายฝั่งทะเลตอนใต้กับมณฑลในภาคตะวันตก รวมทั้งที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ มีรายได้แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ทำให้เกิดปัญหาช่องว่างของรายได้ระหว่างคนจนกับคนรวยที่ห่างกันมากขึ้น
ฉะนั้น การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของจีน ทางด้านหนึ่งก็ถือว่าเป็นความสำเร็จ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดปัญหาใหม่ทางด้านสังคมและการเมืองเพิ่มขึ้นด้วย
หากแยกมองใน 2 ด้านของจีน คือ เศรษฐกิจและการเมือง ก็จะเห็นถึงสถานการณ์และสภาพอุปสรรคปัญหาที่ต้องดำเนินการต่อไป ดังนี้
ด้านเศรษฐกิจ IMF คาดการณ์ไว้ว่า ในปี 2556 เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 8.2% ส่วนปี 2555 จะโต 7.8% ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปจะต้องไม่เพิ่มขึ้น
สำหรับปัจจัยในการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนที่ว่า จะเกิดขึ้นได้จากการที่จีนมีนโยบาย “ลดการพึ่งพิงการส่งออก” ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนตลอดมา โดยจะหันไปให้การสนับสนุนการใช้จ่ายของประชาชนภายในประเทศให้มากขึ้น และจะปรับโครงสร้างภาษีเพื่อรองรับด้วย อีกทั้งจีนยังคงรุกไปลงทุนนอกประเทศ ทั้งด้านการค้าและบริการ เวลานี้การลงทุนนอกประเทศ (Outward Direct Investment : ODI) มีปริมาณมากถึง 62.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้ครอบคลุมธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และที่สำคัญธุรกิจและการจัดหาแหล่งพลังงานใหม่ของโลกด้วย
ดังนั้น ภายใต้สภาวะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เศรษฐกิจจีนในปี 2556 ก็น่าจะรักษาระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปได้
ด้านการเมือง มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงก็คือ การที่วันนี้พรรคคอมมิวนิสต์ยังไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้ โดยเฉพาะเรื่องความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งตรงกับความเห็นในบทความ The Economist วันที่ 12 ม.ค. 2556 ที่ระบุว่า “ในช่วงปี 2533 ได้มีข้อตกลงกันบางประการที่บ่งบอกเป็นนัยระหว่างฝ่ายปกครองจีนกับประชาชนว่า ฝ่ายปกครองจะนำความมั่งคั่งมาสู่ประเทศตราบเท่าที่ประชาชนไม่เรียกร้องสิทธิและเสรีภาพมากจนเกินไป แต่ในวันนี้เมื่อเศรษฐกิจของจีนแข็งแรงขึ้นแล้ว ประชาชนไม่สนใจข้อตกลงเดิม แต่กลับเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพมากขึ้น”
ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ เป็นที่รับรู้ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยเฉพาะผู้นำอย่าง “หูจิ่นเทา” ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ที่ได้กล่าวว่า “จีนยังคงมีปัญหาในเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไขอีกหลายประการ ที่สำคัญคือ เรื่องการสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และการคอร์รัปชัน” และ “สีจิ้นผิง” ได้กล่าวต่อมาว่า “ผู้นำคนใหม่มีความรับผิดชอบที่จะสร้างจีนให้มีความแข็งแรงมากขึ้นและมีอำนาจอันยิ่งใหญ่”
โดยเขาเน้นว่า “พวกเราจะต้องต่อสู้เพื่อคุณภาพชีวิตของชาวจีนที่ดีขึ้น” ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ น่าจะเป็นภาคบังคับที่ “สีจิ้นผิง” จะต้องดำเนินการต่อให้สำเร็จ
ดังนั้น ภารกิจสำคัญของผู้นำจีนคนใหม่คงหนีไม่พ้นการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองอย่างแน่นอน ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้การปฏิรูปจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่การไม่ปฏิรูปเลยย่อมจะมีความเสี่ยงต่อจีนมากกว่า
ประเด็นสำคัญต่อมาที่พรรคคอมมิวนิสต์ ผู้นำประเทศ และผู้นำท้องถิ่นจีน ต้องให้ความสำคัญคือ การเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันของข้าราชการทุกระดับ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการยุติธรรมให้ความเป็นอิสระของศาล สนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้มีมากขึ้น และแปรรูปกิจการของรัฐให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น
ในปี 2556 นี้ จึงเป็นปีสำคัญที่จีนจะกำหนดทิศทางการพัฒนาของประเทศใหม่ เพราะแนวนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจโดย “เติ้งเสี่ยวผิง” อาจมีความทันสมัยเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ในวันนี้สถานการณ์ของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปมาก จีนจะอยู่เฉยโดยไม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างต่อไปไม่ได้อีกแล้ว การที่จีนมุ่งเน้นแต่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวจึงไม่น่าจะตอบสนองต่อความต้องการของชาวจีนส่วนใหญ่ในปัจจุบันได้
ดังนั้น วิธีการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองของจีนในระยะต่อไป จะต้องทำอย่างจริงจัง โดยจะต้องเริ่มต้นการปฏิรูปจากฐานล่างของประชาชนขึ้นสู่ข้างบน (Bottomup) มากกว่าวิธีการปฏิรูปจากบนลงล่าง (Reform from above) อย่างที่เป็นมาในอดีต แนวทางนี้น่าจะช่วยผ่อนคลายและลดความกดดันของประชาชนที่มีต่อฝ่ายปกครองลงได้
หลังจากเดือน มี.ค. 2556 จะเป็นบททดสอบที่สำคัญของ “สีจิ้นผิง” ผู้นำจีนคนใหม่ ว่าจะสามารถฝ่าอุปสรรคต่างๆ ภายในประเทศและผลักดันการปฏิรูปประเทศอย่างผู้นำในอดีตต่อไปได้หรือไม่







